แจกฟรีคู่มือชาวสีรุ้ง

THE SEPTEMBER ISSUE

This is The REAL Devil Wear Prada "

 

ประเภท                                   แฟชั่น -เรียลลิตี้
สัญชาติ                                   อเมริกา
อำนวยการสร้าง        
อาร์ เจ คัตเลอร์ (The War Room)
กำกับ                                             อาร์ เจ คัตเลอร์ (The War Room)
นำแสดง                               แอนนา วินทัวร์
กำหนดฉาย                         12 พฤศจิกายน 2552
จัดจำหน่าย                         มงคลเมเจอร์

 

                            เธอแสบ ! เธอจี๊ด !

เธอคือผู้หญิงแถวหน้าสุดของทุก              Fashion Week

 

บริษัทมงคลเมเจอร์ เอาใจชาวแฟชั่นนิสต้า เตรียมนำภาพยนตร์ที่กำลังสร้างกระแสฮอตฮิตอยู่ในอเมริกาอยู่ในขณะนี้ The September Issue : ฉันนี่แหละ   นางมารตัวแม่ ภาพยนตร์ที่สร้างสถิติทำรายได้เฉลี่ยต่อโรงสูงสุดอยู่ในขณะนี้ ที่มีดีไซเนอร์ ชาวไทย ฐากูร พาณิชกุล ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย โดยฐากูร นั้นเป็น ดีไซเนอร์ ฝีมือดี เจ้าของแบรนด์ THAKOON และเป็นที่รู้จักจากการเป็น ดีไซเนอร์ผู้ออกแบบชุดประจำตัว มิเชล โอบามา ภริยาของ ประธานาธิบดี บารัค โอบาม่า ซึ่ง ฐากูร เอง ถือเป็น ดีไซเนอร์ รุ่นใหม่ที่ แอนนา วินทัวร์ บรรณาธิการนิตยสาร VOGUE ชื่นชอบเป็นพิเศษ และยังได้ร่วมแสดงกับเขาในภาพยนตร์เจาะลึกวงการแฟชั่นเรื่อง The September Issue : ฉันนี่แหละ..นางมารตัวแม่ ที่เปิดตัวทำลายสถิติหนังทุกเรื่องที่เข้าฉายในนิวยอร์กไปเรียบร้อยแล้ว "สำหรับผม แอนนา เป็นเหมือนกับ มาดอนน่า ของวงการแฟชั่น เธอทั้งแสบ เป็นทั้งผู้นำเทรนด์ เธอมีเสน่ห์ แล้วก็พลังในการสร้างสรรค์มาก" ฐากูร พูดถึง แอนนา วินทัวร์ บรรณาธิการ ที่เขาชื่นชมในความสามารถ

แอนนา วินทัวร์ หัวหน้าบรรณาธิการของนิตยสารแฟชั่นโว้ค ซึ่งดำรงตำแหน่งนี้เป็นเวลากว่า 20 ปี เธอคือผู้ทรงอำนาจและเป็นไอคอนแห่งวงการแฟชั่น วินทัวร์ มักปรากฏตัวภายใต้ผมบ๊อบและแว่นตาสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ และเธอก็ไม่เคยอนุญาตให้ใครเข้ามาล่วงรู้ ถึงกระบวนการทำงานภายในออฟฟิศที่ให้กำเนิดนิตยสารเล่มนี้... จนกระทั่งบัดนี้

ด้วยการอนุญาตแบบไม่มีข้อจำกัดให้แก่ผู้กำกับ อาร์ เจ คัตเลอร์ ทำให้ภาพยนตร์เรื่องใหม่ของเขา The September Issue สามารถกระโจนเข้าสู่โลกแฟชั่น เหมือนกับที่เขาเคยกระโจนใส่โลกการเมืองในภาพยนตร์เรื่อง The War Room โดยจะนำผู้ชมเข้าสู่ภายในโลกที่พวกเขาคิดว่าคุ้นเคย แต่แท้จริงไม่รู้จักเลยแม้แต่นิดเดียว

ในเดือนสิงหาคมปี 2007 ทุกคนต่างรออย่างใจจดใจจ่อที่จะได้เป็นเจ้าของนิตยสารโว้คปักษ์กันยายน ซึ่งถือว่าเป็นเล่มใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยมีน้ำหนักมากกว่า 4 ปอนด์และขายได้มากกว่า 13 ล้านเล่ม และทำให้มีเงินหมุนเวียนภายในโลกแฟชั่นมากกว่า 300 ล้านเหรียญ ซึ่งถือว่ามากที่สุดสำหรับการตีพิมพ์นิตยสารเพียงเล่มเดียว

The September Issue จะเป็นการเข้าไปสำรวจโลกแฟชั่นอย่างใกล้ชิดและน่าค้นหา รวมถึงการเฝ้าของชีวิตส่วนตัวของ แอนนา วินทัวร์ และทีมงานของเธอ ในกระบวนการสร้างสิ่งที่เรียกว่า "คำภีร์ไบเบิ้ลของแฟชั่น" โดย คัตเลอร์ ได้ลงไปสำรวจถึงความงามที่ไม่เคยมีใครแตะต้องได้ของ วินทัวร์ และเปิดเผยให้เห็นถึงความหลงใหลอันยิ่งใหญ่ในหัวใจของทีมงานโว้ค

   

คัตเลอร์ จะพาผู้ชมบุกไปแฟชั่นวีคที่ยุโรป เผยทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังของการประชุมในออฟฟิศโว้ค ที่ไม่เคยถูกเปิดเผยมาก่อนในประวัติศาสตร์ ทำให้เราเห็นถึงความสนุกสนาน, ความเคร่งเครียด และอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน และความกดดันในแต่ละขั้นตอนของการสร้างนิตยสารปักษ์กันยายน

The September Issue ยังเล่าถึงความสัมพันธ์ที่ยาวนานมากว่า 2 ทศวรรษ ระหว่าง แอนนา วินทัวร์ และ เกรซ ค๊อตดิงตัน หัวหน้าครีเอทีฟ และอัจฉริยะในแฟชั่นคนหนึ่งของโลก ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเกิดมาคู่กันอย่างแท้จริง พวกเราจะได้เห็นเคมีระหว่างทั้งสองที่ดูบอบบางแต่แข็งแรง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเป็นหนึ่ง ในนสนามรบแฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

 

บทสัมภาษณ์ ผู้กำกับ/ผู้อำนวยการสร้าง อาร์ เจ คัตเลอร์

อะไรคือแรงบันดาลใจของคุณสำหรับการทำภาพยนตร์เรื่องนี้

ผมอยากทำโปรเจ็คเกี่ยวที่กับ แอนนา วินทัวร์ และนิตยสารโว้ค ตั้งแต่ได้อ่านบทความหนึ่งในนิตยสารนิวยอร์ค ซึ่งเขียนถึงพิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิแทน ที่กำลังจัดงานกาลาดินเนอร์การกุศล ซึ่ง แอนนา วินทัวร์ เป็นหนึ่งในประธานจัดงาน มันมีความน่าสนใจที่ทำให้ผมรู้สึกถูกดึงดูด คือผมรู้จักว่า แอนนา เป็นใคร เพราะว่าเธอเสมือนเป็นสิ่งจำเป็นถ้าจะพูดถึงบุคคลในโลกแฟชั่น แต่ผมก็ไม่รู้จักเธอไปมากกว่านั้น ซึ่งในตอนนั้นผมก็กำลังหาหัวข้อที่ผู้คนให้ความสนใจ เกี่ยวกับสิ่งที่ใครบางคนที่ทำบางสิ่งมานาน และยังสามารถทำมันได้อย่างยอดเยี่ยมภายใต้สถานการณ์ที่ตึงเครียด ซึ่งมันก็เข้าทางกับกรณีของ วินทัวร์ พอดี

ผมจึงโทรไปที่สำนักงานของโว้คและเดินทางไปยังเมืองนิวยอร์ค ผมเข้าประชุมกับ แพทริค โอคอนเนลล์ ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายการสื่อสารของ แอนนา ถึงแม้ว่าตอนนั้นเราจะไม่ได้อะไรจากการประชุม แต่ผมก็รู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างในนั้น อีกไม่กี่อาทิตย์ต่อมา แพทริค ก็โทรหาผมแล้วบอกว่า แอนนา เกิดไอเดียอะไรบางอย่าง และก็ขอให้ผมเข้ามาที่สำนักงานอีกครั้ง ตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนกับถูกเรียกตัวจากราชินี

จริงๆแล้วผมเองก็อยากจะบอกหรอกนะว่า ตัวเองคือคนทำให้เธอใจอ่อนในการสร้างเรื่องนี้ แต่ความจริงแล้วนี้เป็นไอเดียของเธอตั้งแต่แรก ในการเล่าถึงการสร้างนิตยสารโว้คปักษ์กันยายน เธอบอกว่ามันเป็นสิ่งที่เธอคิดอยู่เสมอว่า จะเป็นหัวข้อที่ยอดเยี่ยมสำหรับการเล่าเรื่องราว พวกเราได้พูดคุยกันถึงแนวทางของตัวผมเอง โดยพวกเราจะไม่เข้าไปถ่ายทำแบบมีอคติอะไรก่อน แต่จะเป็นกระบวนการในรูปแบบเฝ้าสำรวจมากกว่า

ซึ่งเธอก็เข้าใจและตกลงที่จะทำงานร่วมกัน ผมบอกเธอว่าตัวเองต้องเป็นคนมีสิทธิในการตัดต่อครั้งสุดท้าย เธอก็บอกผมว่า "พ่อของฉันเป็นนักหนังสือพิมพ์ ตัวฉันเองก็เป็นบรรณาธิการ เรื่องนั้นฉันเข้าใจดี" ผมรู้สึกดีใจมากที่เธอเข้าใจ ผมรู้สึกตื่นเต้นเมื่อเธอพูดถึงพ่อแบบเปิดอก ผมคิดว่าตัวเองได้รับอภิสิทธิ์และรู้สึกว่าถ้าได้ติดตามเรื่องนี้ต่อไปเรื่อยๆ ผมก็น่าจะเดินเข้าไปถึงสถานที่สักแห่ง ที่ไม่เคยมีมนุษย์คนไหนเคยล่วงล้ำเข้าไป

ถึงแม้ผมและ แอนนา จะตัดสินใจทำโปรเจ็คนี้ร่วมกัน แต่มันก็ยังต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งปีในการเตรียมงาน พวกเราทำสัญญากับทีมงานของเธอในนิตยสาร เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่แปลกสำหรับพวกเขา ในการมีทีมงานกล้องตามถ่ายทำตลอดระยะเวลา 9 เดือน และในระหว่างนั้นเพื่อนที่ดีของเราจาก A&E IndieFilms ก็เสี่ยงที่จะเป็นบริษัทที่ออกทุนสร้างให้ และทำหน้าเป็นผู้ร่วมอำนวยการสร้าง ซึ่งก็เป็นส่วนสำคัญในการทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างราบรื่น

 

อะไรเป็นสิ่งที่ท้าทายที่สุดในการสร้าง แล้วคุณทำให้ทีมงานโว้คให้ความร่วมมือได้อย่างไร

ทุกๆโปรเจ็คคุณก็จะต้องมีมุมมองต่อเรื่องราวและความท้าทายเฉพาะตัว ซึ่งโลกของนิตยสารโว้คเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น บางครั้งความท้าทายก็ปรากฏตัวอยู่เด่นชัด เช่นคุณกำลังสร้างเรื่องราวที่เกี่ยวกับคนในโลกแฟชั่น ซึ่งพวกเขาสวมใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมที่ละเอียดอ่อน คุณก็จะไม่สามารถซ่อนไมโครโฟนไว้ในเสื้อผ้าตลอดทั้งวันได้ ดังนั้นคุณก็ต้องอัดเสียงจากไมค์ลอยตลอดเวลา

บางครั้งคุณอาจพบกับอุปสรรคที่ทำให้ทุกอย่างยากขึ้น ตรงที่ว่าคุณต้องทำความเข้าใจกับสิ่งนั้น ก่อนที่จะแก้ไขปัญหานั้นได้ เช่นเราตามไปถ่ายทำกลุ่มคนที่ทำงานร่วมกันมาเป็นทศวรรษแล้ว พวกเขาทำงานกันอย่างลื่นไหลจนการสื่อสารเหลือเพียงแค่การมองและผงกหัว ซึ่งเมื่อเริ่มถ่ายทำพวกเราก็รู้สึกงุนงง ว่านั้นคือการตัดสินใจแล้วหรือยัง หรือว่าบทความนั้นผ่านหรือเปล่า หรือว่ารูปถ่ายพวกนั้นใช้ได้ไหม คือมันเป็นเรื่องที่ทำให้สับสนมาก

แต่หลังจากนั้นเราเริ่มเข้าใจถึงกระบวนการทำงานของโว้ค ซึ่งขึ้นอยู่กับภาษากายเป็นส่วนใหญ่ เกี่ยวกับการชายตามองและบทสนทนาที่มักจะไม่เกิน 5 วินาที พวกเขาจะไม่ได้เข้ามาประชุมกัน และนั่งถกกันว่าสิ่งที่ไหนที่ควรทำหรือไม่ทำ ซึ่งหลังจากที่เราเข้าใจทุกอย่างแล้ว ทุกอย่างก็ดูง่ายขึ้น พวกเรารู้แล้วว่าจะต้องถ่ายทำอะไรตรงไหนบ้าง

แต่ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการสร้าง The September Issue ก็คือ ความจริงที่ว่าผู้คนในโลกแฟชั่นมีความละเอียดอ่อนต่อหน้ากล้อง พวกเขาคุ้นเคยกับความคิดที่ว่ากล้องคือศัตรู เป็นสิ่งที่กำลังล่าเหยื่อและพยายามที่จับภาพยามคุณอ่อนแอที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าจุดประสงค์ของพวกเราไม่ใช่อย่างนั้นเลย กล้องของเราไม่ต้องการตัดสินแต่ต้องการสำรวจ ซึ่งการทำให้ทีมงานโว้คเชื่อว่าเราไม่เหมือนกับทีมงานกล้องอื่น จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายที่สุด

บุคคลที่เรามีปัญหาในการถ่ายทำที่สุดตั้งแต่เริ่มแรกเลยก็คือ เกรซ ค๊อตดิงตัน ดังที่คุณจะได้เห็นในสารคดี เธอกลายเป็นคนที่มีบทบาทในเรื่องมากที่สุด แต่เริ่มแรกนั้นเธอไม่เชื่อว่ากล้องจะสามารถเล่าถึงตัวตรที่แท้จริงของเธอได้ และเธอก็บอกกับพวกเราตั้งแต่ครั้งแรกแล้วว่า "อย่าเข้ามาใกล้ฉัน" ซึ่งครั้งที่สองที่เราเจอเธอ ในแฟชั่นโชว์ของแชนแนลที่ปารีส เธอก็พูดกับกล้องอีกว่า "แอนนา ไม่ได้มาด้วย แล้วพวกคุณจะมาถ่ายทำกันทำไม"

แต่ในที่สุดพวกเราก็สามารถชนะใจ เกรซ และทีมงานทุกคนของโว้คได้ ซึ่งทำให้เราบรรลุเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของการถ่ายทำ นั้นก็คือการได้รับความไว้วางใจจากเป้าหมาย ซึ่งหนทางที่จะทำอย่างนั้นได้นั้นก็คือความจริงใจ เพราะคุณเป็นผู้โชคดีที่ถูกเชิญเข้าไปในโลกใบนี้ แต่คุณก็ต้องจำไว้เสมอว่านี้คือโลกของพวกเขา และคุณต้องมีแนวคิดว่าเรื่องราวนี้คุณไม่ได้เป็นเจ้าของ หากแต่เป็นของเป้าหมายและพวกเขาก็กำลังแชร์ให้คุณ

ถ้าว่ากันตามหลักจรรยาบรรณแล้ว นี้คือการร่วมมือกันของผู้สร้างและเป้าหมาย และนั้นก็สำคัญต่อทุกสิ่งที่คุณจะกระทำ และคุณได้เข้าไปมองเห็นหัวข้อนั้นอย่างชัดเจนที่สุดเท่าที่จะทำได้ และไม่พยายามเล่าเรื่องเพื่อสนองอคติของตัวเอง พวกเขาก็จะเชื่อใจและจดจำคุณได้ และคุณเองก็จะได้ความไว้วางใจจากพวกเขา

พวกคุณถ่ายทำทั้งหมดรวมกันกี่ชั่วโมง แล้วการตัดต่อเป็นสิ่งที่ท้าทายแค่ไหน

พวกเราถ่ายทำฟุตเตจที่มีความยาวกว่า 300 ชั่วโมง ถ่ายทำกันเป็นเวลา 8 เดือน ทุกสิ่งทุกอย่างต้องถูกสกรีนผ่านสายตาผม ถูกเรียงลำดับตามระยะเวลาและเก็บเอาไว้ หลังจากนั้นเราก็มาคิดหาวิธีการเล่าเรื่อง เมื่อมีคนถามผมถึงกระบวนการค้นพบเรื่องราว ว่ามันเกิดขึ้นในช่วงก่อนการถ่ายทำหรือว่าหลังการถ่ายทำ ผมก็จะเล่าถึงเรื่องการสัมภาษณ์ เวห์น เกรซสกี้ นักฮอกกี้ชื่อดังที่ผมเคยอ่าน ซึ่งในตอนนั้นขากำลังอยู่จุดสูงสุดของอาชีพ เขาได้ถ้วยสแตนลี่ย์ คัพมาหลายปีติดต่อกันและเป็นผู้เล่นที่ทรงคุณค่าที่สุดใน NHL ดูเหมือนจะไม่มีจุดสิ้นสุดสำหรับสิ่งที่เขาสามารถทำได้

คนสัมภาษณ์ถามเขาว่า "บอกผมหน่อยว่าอัจฉริยะอย่างคุณมีวิธีทำมันได้ยังไง" เกรซสกี้ ตอบว่า "ง่ายมากเลยครับ ผมแค่วิ่งตามลูกฮอกกี้ไป" ซึ่งมันทำให้ผมคิดว่า เวห์น เกรซสกี้ คือผู้เล่นฮอกกี้ที่เก่งที่สุดในโลกจริงๆ เพราะในขณะที่ทุกคนพยายามแย่งตีลูกฮอกกี้ด้วยไม้ แต่ เกรซสกี้ เป็นคนเดียวที่ "ตาม" ลูกฮอกกี้ และคอยดูว่ามันต้องการไปที่ไหน

นั้นก็เหมือนกับกระบวนการสร้างสารคดีและภาพยนตร์ มันคือการเรียนรู้ที่จะตามลูกฮอกกี้ คุณไม่สามารถทำให้ลูกนั้นไปตามที่คุณต้องการได้ตลอด แต่คุณต้องตามลูกนั้นไปในทิศทางที่จะนำคุณไป ดังเช่นในเรื่องนี้เมื่อพวกเราอยู่ในสนาม พวกเราคงไม่สามารถพูดว่า "ฉันมาพิสูจน์ว่า แอนนา วินทัวร์ เป็นคนแบบนี้” แต่คุณต้องเข้ามาในแนวคิดที่ว่า "เธอเป็นใคร ใครคือกลุ่มคนที่อยู่รอบตัวเธอ แล้วการทำงานในโว้คเป็นอย่างไร" คือคุณต้องเข้าไปด้วยเครื่องหมายคำถาม คุณต้องพยายามค้นหา แอนนา คุณต้องพยายามค้นหา เกรซ แล้วคุณก็จะค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างพวกเธอ คุณก็จะค้นพบเบื้องหลังของทุกอย่าง และสุดท้ายคุณก็จะค้นพบเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง

แต่คุณจะไม่รู้สึกตัวเมื่อมันปรากฏตัว คุณตามมันไปทีละก้าวสองก้าวในช่วงที่ถ่ายทำ หลังจากนั้นคุณก็เข้าไปในห้องตัดต่อซึ่งทำให้คุณะค้นพบมันอีกครั้งหนึ่ง คุณมองฟุตเตจที่ถ่ายทำมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วมันก็จะเปิดเผยให้คุณเห็นเอง ซึ่งผมเองก็ขอขอบคุณ อาซิน ซามาริ ผู้ตัดต่ออีกครั้ง เธอมีความสามารถที่ไม่เหมือนใคร เธอเห็นบางสิ่งได้อย่างชัดเจน แม้ว่าตัวเองจะเห็นมากี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วก็ตาม เธอเป็นศิลปินโดยสัญชาตญาณและเรียงร้อยเรื่องราวอย่างลงตัว เชื่อผมเถอะว่ามันยากกว่าที่คุณคิด เพราะนี้คือความท้าทายและคืองานสุดหิน

เช่นเราต้องตัดสินใจว่า จะใส่ฉากงานกาล่าดินเนอร์การกุศลเข้าไปได้แค่ไหน จะต้องใส่งานแฟชั่นโชว์เข้ามามากแค่ไหน เราให้ อังเดร เข้ามามีส่วนร่วมมากแค่ไหน แล้ว ฐากูร ล่ะ คุณให้ความสนใจกับบุคคลเหล่านี้ได้แค่ไหน คุณต้องเล่าถึงประวัติของพวกเขามากแค่ไหน แล้วฉากการสัมภาษณ์ตัวต่อตัวล่ะ แล้วคุณต้องใส่ดนตรีประกอบเอาไว้ตรงไหนบ้าง สิ่งเหล่านี้คือความท้าทายสุดหิน แต่ผู้ตัดต่อหนังก็มีหน้าที่ในการหาเรื่องราวจากฟุตเตจเหล่านั้น มันเป็นความท้าทายในการวิ่งตามลูกฮอกกี้ และมันก็เป็นความท้าทายสำหรับพวกเราทุกคน

 

แล้วฉากไหนที่คุณชื่นชอบที่สุด

ผมชอบทุกฉากที่เกิดขึ้นในออฟฟิศของโว้ค ในห้องโถง ในการประชุม ช่วงเวลาที่อยู่ในออฟฟิศส่วนตัวของ แอนนา ผมชอบทุกวินาทีที่เกิดขึ้น และผมก็ยังชอบฉากที่เกิดขึ้นกับ อังเดร ลีออง อัลลีย์ ผมชอบที่ภาพยนตร์ได้พูดคุยกับคนดู โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงท้ายของเรื่อง และผมก็ยังชอบแนวทางที่ บ๊อบ ริชแมน ตัดสินใจถ่ายทำเรื่องนี้ ด้วยการผสมผสานระหว่างการถ่ายทำแบบใกล้ชิด กับความงดงามในโลกแฟชั่นที่นิวยอร์คและปารีส

แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ผมรู้สึกมีอารมณ์ร่วมมากที่สุด ก็คือฉากที่ แอนนา ต้องรับมือกับความสัมพันธ์ของครอบครัวตัวเอง ฉากที่เธออยู่กับลูกสาว บี เป็นฉากที่เธอพูดถึงพ่อและความสัมพันธ์ของทั้งคู่ มันเป็นฟุตเตจที่เราจะได้เห็น แอนนา สมัยที่ยังเป็นวัยรุ่น และยังมีฉากท้ายๆของเรื่อง ที่ แอนนา ได้เล่าถึงความสัมพันธ์ของเธอกับพี่น้อง และเราก็เห็นเธอกับ บี ในบ้าน พวกเราจะได้เห็นว่าหัวหน้าบรรณธิการนิตยสารชั้นนำ ที่เราคิดว่าเอื้อมไม่ถึงก็เป็นเพียงผู้หญิงทำงานเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวปกติ  พวกเราจะได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างงานและครอบครัว รวมถึงประวัติศาสตร์ที่ทำให้เธอเป็นแฟชั่นไอคอนอย่างทุกวันนี้ พวกเราเห็นว่าเธอเป็นผู้มีอิทธิพลในโลกแฟชั่น รวมถึงการเป็นพี่สาวและเป็นแม่ เพราะสำหรับผมแล้วทุกตำแหน่งของเธอถูกผสมผสานเป็นหนึ่งเดียวกัน

The September Issue  

 

 อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณแปลกใจที่สุด

ก่อนที่ผมจะลงไปสำรวจโลกใบนี้ ผมไม่รู้ว่า แอนนา จะมีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมแฟชั่นมากขนาดนี้ คุณสามารถสร้างหนังบล็อคบัสเตอร์ได้ แม้ว่าจะไม่ได้รับคำยินยอมจาก สตีเว่น สปีลเบิร์ค คุณยังผลิตซอฟต์แวร์ขายระเบิดระเบ้อได้ แม้ว่าจะไม่มี บิล เกตส์ หนุนหลัง แต่คุณไม่สามารถประสบความสำเร็จในโลกแฟชั่นได้ ถ้าไม่ได้รับการอนุมัติจาก แอนนา วินทัวร์ ซึ่งถือว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีเงินหมุนเวียนกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

แอนนา ถือเป็นอิสตรีแห่งวงการแฟชั่น เมื่อคุณเข้าใจถึงอำนาจและผลกระทบจากอิทธิพลของเธอ และสิ่งนี้ก็ยังขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะเธอเป็นคนในอุตสาหกรรมที่สามารถเข้าถึงประชาชนทั่วไป คุณอาจจะถามว่าเรื่องนี้พูดถึงในแง่มุมไหนมากกว่ากัน ว่ามันจะเล่าถึงตัวของ แอนนา หรือว่าจะพูดถึงกระบวนการสร้างนิตยสารโว้ต แต่ผมคิดว่าทั้งสองสิ่งมันก็คือเรื่องเดียวกัน เพราะ แอนนา ก็คือโว้ค

 

แอนนา วินทัวร์

แอนนา วินทัวร์ เป็นหัวหน้าบรรณาธิการของนิตยสารโว้คมาตั้งแต่ปี 1988

วินทัวร์ ได้เข้ามาเป็นหัวหน้าครีเอทีฟให้กับโว้คตั้งแต่ปี 1986 ก่อนที่จะกลับไปยังบ้านเกิดที่ประเทศอังกฤษ เพื่อดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าบรรณาธิการของโว้คของสหราชอาณาจักร ก่อนที่จะกลับมาที่สำนักงานอเมริกา และดำรงตำแหน่งนี้จนถึงปัจจุบัน

วินทัวร์ เริ่มต้นอาชีพของเธอตั้งแต่ปี 1970 ในส่วนของแผนกแฟชั่นของนิตยสาร ฮาร์เปอร์ แอนด์ ควีน ในกรุงลอนดอน ต่อมาในปี 1976 เธอก็ย้ายมานิวยอร์คเพื่อทำงานกับ ฮาร์เปอร์ บาซาร์ ในตำแหน่งบรรณาธิการส่วนของแฟชั่น จากนั้นในปี 1981 เธอก็ได้เข้ามาทำกับนิตยสารนิวยอร์ค ในตำแหน่งบรรณาธิการอาวุโส

ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งให้กับโว้ค วินทัวร์ มีการจัดงานการกุศลมากมาย โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการค้นคว้ายารักษาโรคเอดส์ และพิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิแทน โดยในปี 1990 วินทัวร์ ก็ได้เป็นประธานจัดงานให้กับโปรแกรมเพื่อการพัฒนายารักษาโรคเอดส์ ซึ่งเธอก็ได้ช่วยระดมทุนมากกว่า 16 ล้านเหรียญ

ตั้งแต่ปี 1995 วินทัวร์ ได้เป็นหนึ่งในประธานจัดงานกาลาดินเนอร์การกุศล ให้ทุนกับพิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิแทน และสถาบันประวัติศาสตร์แห่งการออกแบบเครื่องแต่งกาย ที่สามารถระดมทุนถึงได้ถึง 40 ล้านเหรียญ ซึ่งจากความทุ่มเทของเธอ ทำให้ทางพิพิธภัณฑ์ได้มอบรางวัลเพื่อเป็นเกียรติกับ วินทัวร์ ในปี 1998

ในปี 2003 วินทัวร์ ก็ได้เป็นผู้ก่อตั้งกองทุนแฟชั่น CFDA/Vogue ที่เป็นเหมือนรางวัลสำหรับดีไซน์เดอร์รุ่นใหม่ ที่ดิ้นรนเพื่อหวังประสบความสำเร็จในวงการแฟชั่นอเมริกา โดยทุนนี้ได้พัฒนากลายเป็นรางวัลอันทรงคุณค่า และเป็นใบเบิกทางสู่ความสำเร็จของดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่ และทำให้ทวีปอื่นๆทั่วโลกเริ่มตั้งทุนแบบนี้ด้วย

วินทัวร์ เป็นผู้หญิงที่ได้รับรางวัลมานับไม่ถ้วน ในฐานะที่เธอเป็นทั้งผู้นำและผู้ที่อุทิศเพื่อสังคม เธอได้รับรางวัล   Lifetime Achievement จาก Council of Fashion Designers of America (CFDA) และรางวัลสำหรับการช่วยพัฒนายารักษาโรคเอดส์จาก the American Foundation for AIDS Research (amFAR)

 

เกรซ ค๊อตดิงตัน

เกรซ ค๊อตดิงตัน เป็นหัวหน้าครีเอทีฟของโว้คอเมริกัน ซึ่งดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 1995 เธอได้เข้าร่วมมาทำงานในโว้คตั้งแต่ปี 1988 ในตำแหน่งแฟชั่นไดเร็คเตอร์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับ แอนนา วินทัวร์ ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าบรรณาธิการ โดยเธอได้ทำงานรวมกับคนในวงการแฟชั่นที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากมาย เช่น อาเธอร์ เอลก๊อต, แอนนี่ ไลโบวิสต์, เคร็ค แม็คดีน, เฮลมุต นิวตัน, มาริโอ เทสติโน่ และ บรูซ เวเบอร์

ถึงแม้ว่าเธอจะได้ร่วมงานกับคนมีชื่อเสียงมากมาย แต่เธอมักจะหลบอยู่หลังแสงไฟเสมอ เกรซ ค๊อตดิงตั้น เกิดเมื่อปี 1941 เธอชนะการประกวดนางแบบของโว้คสหราชอาณาจักรในปี 1959 ก่อนที่จะเป็นนางแบบจนถึงปี 1968 จากนั้นเธอก็ได้ทำงานภายใต้ บีทริกซ์ มิลเลอร์ ในตำแหน่งบรรณาธิการแฟชั่นของโว้คสหราชอาณาจักร ก่อนที่จะถูกเลื่อนขั้นเป็นแฟชั่นไดเร็คเตอร์ในเวลาต่อมา

ในปี 2002 ค๊อตดิงตัน ได้ออกหนังสือจากผลงานของเธอที่ชื่อว่า Grace: 30 Years of Fashion at Vogue และอีกเล่มในปี 2006 ที่ชื่อ Catwalk Cats ซึ่งเป็นรูปสเก็ตของเธอในงานแคทวอล์ค ในปี 1993 เธอยังได้เป็นคนจัดนิทรรศการ ในนิวยอร์คและลอสแองเจลิส ซึ่งเป็นครั้งแรกคนทั่วไปได้เห็นถึงผลงานเบื้องหลัง ของโลกแฟชั่นในมุมมองของบรรณาธิการ

ฐากูร พาณิชกุล

ฐากูร พานิชกุล

คอลเลคชั่นของแบรนด์มาแรงอย่าง THAKOON สะท้อนให้เห็นถึงพื้นฐานอันหลากหลายของผู้ออกแบบ ฐากูร พานิชกุล เกิดในประเทศไทย แต่เติบโตในรัฐโอมาฮ่าและกรุงนิวยอร์ค พานิชกุล มีความสามารถในการผสมผสานจุดเด่นของแต่ละวัฒนธรรม เพื่อใช้เป็นแรงบันดาลใจในงานออกแบบของตัวเอง เขาสามารถแต่งแต้มจิตวิญญาณของความอ่อนเยาว์ และความสดใสภายในจิตใจของผู้หญิง ซึ่งผลลัพท์ที่ออกมาก็ก่อให้เกิดความงดงาม โดยยังมีลูกเล่นที่ฉลาดซ่อนเร้นอยู่

การออกแบบเครื่องแต่งกายถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และเติบโตเคียงข้างมาพร้อมชีวิตของ ฐากูร ทั้งแม่และยายของเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการทอผ้าไหม ซึ่งทำให้เขาได้เรียนรู้การเย็บผ้าด้วยความเอาใจใส่ เขาเรียนรู้ว่าผ้านั้นถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดการออกแบบ ฐากูร ได้พัฒนาพื้นฐานและแนวคิด ในรูปแบบที่ไม่เหมือนใครว่า "วิธีที่คุณสวมใส่เสื้อผ้า ก็สำคัญเท่ากับเสื้อผ้าที่คุณสวมใส่"

หลังจากการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก ในปี 2004 THAKOON ก็ได้ปล่อยเสื้อผ้าคอลเลคชั่นแรกของตัวเอง และมันก็กลายเป็นคอลเลคชั่นโปรดของบรรณาธิการ, สไตล์ลิส และเซเล็ปทั่วโลก เขาไสร้างความพิเศษที่ไม่เหมือนใคร ได้แสดงให้เห็นถึงเสื้อผ้าที่ทักทอด้วยความละเอียดอ่อน การออกแบบที่สื่อออกมาทั้งความโรแมนติค และกลิ่นอายผสมผสานระหว่างความทันสมัยและแนวคิดที่สร้างสรรค์

พานิชกุล หลงไหลในแนวคิดของการแต่งแต้ม ที่พรั่งพรูออกมาจากการออกแบบที่ส่งผ่านมาหลายชั่วอายุคน โดยใส่รูปแบบการเย็บปักถักร้อยเฉพาะตัวเข้าไป โดยเขาเชื่อว่าจะสามารถสร้างความแตกต่างได้ โดยคอลเลคชั่นของเขาได้รับการอธิบายจากนักจารณ์คนหนึ่งว่า "เสื้อผ้าของ THAKOON มีความล้ำสมัย แต่มันก็ยังมีความนับถือเสื้อผ้าในอดีต นี้ไม่มีเสื้อผ้าวินเทจ ความละเอียดอ่อนของเขาสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆขึ้นมา คอลเลคชั่นของเขาอาจเหมาะสมกับผู้สูงศักดิ์ในศตวรรษที่ 19 แต่มันก็ยังเหมาะสมกับเซเล็ปชื่อดังในยุคปัจจุบันด้วย"

 The September Issue

   อาร์ เจ คัตเลอร์ (ผู้กำกับ)

อาร์ เจ คัตเลอร์ เป็นผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับภาพยนตร์และสารคดี เขาได้รับรางวัลมามากมายเช่น Emmy Award, a Peabody Award, a GLAAD Award และยังเคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ รวมถึง Producer's Guild Award, an NAACP Image Award, และ Independent Spirit Award

คัตเลอร์ เริ่มต้นเส้นทางอาชีพของเขา ด้วยการอำนวยการสร้างให้กับสารคดีเรื่องเยี่ยม ที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์อย่าง The War Room ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการหาเสียง เพื่อลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของ บิล คลินตันกำกับโดยผู้กำกับสารคดีชื่อดังอย่าง ดี เอ พานาเบเกอร์ และ คริส ฮาเกดัส โดยมันยังถูกรับเลือกให้เป็นสารคดียอดเยี่ยมประจำปีของ the National Board of Review

จากนั้น คัตเลอร์ ก็ได้กำกับและอำนวยการสร้างสารคดีเรื่อง A Perfect Candidate ที่ไล่ติดตามการเปิดโปงการหาเสียงระหว่าง โอลิเวอร์ นอร์ธ และ ชาร์ลส์ ร๊อบบ์ ในรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งหนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสท์ให้คำนิยายว่า "เป็นสารคดีที่สำคัญต่อการเมืองอเมริกา" และได้ถูกหยิบเป็นสารคดียอดเยี่ยมประจำปี 1996 จาก The New York Times รวมถึงการถูกเสนอชื่อชิงรางวัลจาก Independent Spirit Award และ Emmy Award

ในปี 200 คัตเลอร์ ได้เป็นผู้สร้าง, ผู้กำกับ และร่วมอำนวยการสร้างให้ American High สารคดีเรื่องเยี่ยมที่เกี่ยวกับชีวิตจของนักเรียนไฮสกูลแถบชานเมืองชิคาโก ซึ่งได้รับรางงวัลเรียลลิตี้ยอดเยี่ยมจากเวที Emmy และยังถูกเสนอชื่อรางวัลเดียวกันในซีซั่นที่สองด้วย

ในปี 2006 คัตเลอร์ ก็ได้สร้างและร่วมอำนวยการสร้างอีกครั้ง ในซีรี่ย์ขนาดความยาวหกตอนจบเรื่อง Black White ที่กลายเป็นสารคดีที่ถูกรับชมมากที่สุดประวัติศาสตร์โทรทัศน์อเมริกา โดย คัตเลอร์ ยังรับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับซีรี่ย์มากมาย เช่น Freshman Diaries, The Residents, American Candidate, Military Diaries, และ Bound for Glory

ล่าสุดนี้ คัตเลอร์ และทีมงานจาก The War Room ก็ได้กลับไปหาประเด็นเก่าอีกครั้ง เพื่อสร้าง Return of the War Room โดยจะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับการมองย้อนกลับไป ถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 1992 และใน 15 ปีต่อมาว่ามีผลกระทบกับผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง


แจกฟรีคู่มือชาวสีรุ้ง



COPYRIGHT© BANGKOKRAINBOW.ORG 2008 ALL RIGHTS RESERVED