สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

เอชไอวี / เอดส์


ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์ประพันธ์ ภานุภาค 
ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย 

๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ 

ประเทศไทยเป็นประเทศที่สามในโลกรองจากสหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส ที่รัฐบาลมีนโยบายให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีซึ่งยังไม่มีอาการอะไร สามารถได้รับยาต้านไวรัสเอดส์ฟรีได้ไม่ว่าระดับภูมิต้านทานในเลือด (ซีดี-4) จะเป็นเท่าไรก็ตาม เพื่อหวังกระตุ้นให้คนไทยที่อาจมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีออกมาตรวจเลือดกันมากๆ ตรวจเจอจะได้มีมาตรการรองรับ คือการเริ่มกินยาต้านไวรัสเลยทันที ไม่ต้องรอให้ภูมิต้านทานต่ำลงมาก่อน หรือป่วยก่อนจึงจะเริ่มยาต้านฯ 

ก่อนหน้านี้ประเทศไทยมีเกณฑ์ในการเริ่มยาต้านฯที่ระดับซีดี-4 ต่ำกว่า 350 หลายคนที่ตรวจพบว่าติดเชื้อ แต่ซีดี-4 ยังสูงกว่า 350 แพทย์ก็จะให้รอไปก่อนโดยตรวจซีดี-4 เป็นระยะๆ ระหว่างที่รอก็อาจยังแพร่เชื้อให้ผู้อื่นอยู่ หรือบางรายก็หายตัวไป ไม่มาติดตามกับแพทย์ตามนัด จนป่วยหรือเสียชีวิตไปในที่สุด 

องค์การอนามัยโลกได้ปรับเกณฑ์การเริ่มยาต้านฯให้เร็วขึ้นตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2556 เพื่อป้องกันไม่ให้คนติดเชื้อป่วย และป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อให้ผู้อื่น โดยกำหนดให้ประเทศสมาชิกต่างๆเริ่มให้ยาต้านฯเมื่อระดับซีดี-4 ต่ำกว่า 500 

ก่อนหน้านั้น ผู้เชี่ยวชาญของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขและนักวิชาการจากหลายสถาบันได้ร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์โรคเอดส์ในบ้านเรา รวมถึงมาตราการรองรับต่างๆ ได้ข้อสรุปว่ามาตรการที่คุ้มค่าที่สุดคือการให้ประชากรทั่วไปได้รับการตรวจเอดส์อย่างน้อยร้อยละ 50 และประชากรกลุ่มเสี่ยงได้รับการตรวจเอดส์อย่างน้อยร้อยละ 90 เมื่อตรวจพบว่าติดเชื้อก็เริ่มการรักษาด้วยยาต้านไวรัสฯทันทีโดยไม่ต้องรอให้ภูมิต้านทานต่ำลงมาก่อน ถ้าทำได้เช่นนี้ ประเทศไทยจะสามารถลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ในแต่ละปีลงได้ สองในสาม กล่าวคือแทนที่จะมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ปีละ 8,000 คน จะสามารถลดลงมาเหลือเพียงปีละ 2,600 คน 

นโยบายสนับสนุนการตรวจเอดส์ในประชากรทั่วไป และประชากรกลุ่มเสี่ยง และนโยบายการให้ยาต้านฯแก่ผู้ติดเชื้อทุกรายไม่ว่าระดับภูมิคุ้มกันจะป็นเท่าใดได้ถูกบรรจุไว้ในแผนยุทธศาสตร์เอดส์ชาติฉบับปี 2557-2559 ซึ่งได้รับการเห็นชอบจากที่ประชุมกรรมการเอดส์ชาติ และผ่านการอนุมัติของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2556 

มาตรการเต็มรูปแบบดังกล่าวคงจะเริ่มดำเนินการได้ในปีงบประมาณ 2558 นับเป็นโชคดีของประเทศไทยที่ฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการประจำรวมทั้งนักวิชาการ เห็นพ้องต้องกันในมาตรการที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่จุดที่จะยุติการแพร่ระบาดของเอดส์ได้ในที่สุด เพราะคนที่ติดเชื้อหลังได้รับยาต้านฯเกิน 6 เดือนขึ้นไปก็จะไม่สามารถส่งต่อเชื้อให้กับใครได้แล้ว อย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่ประเทศไทยสามารถประกาศให้ผู้มาร่วมการประชุมเอดส์นานาชาติในภาคพื้นเอเซียแปซิฟิคที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในระหว่างวันที่ 18-22 พฤศจิกายน 2556 ได้ทราบทั่วกันว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่สามในโลกที่รัฐประกาศให้การรักษาด้วยยาต้านฯแก่ผู้ติดเชื้อทุกรายโดยไม่จำกัดระดับซีดี-4 

คุณในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ร่วมภูมิใจด้วยหรือไม่ครับ ภูมิใจเท่านั้นไม่พอนะครับ ท่านต้องไปตรวจเลือดด้วยจึงจะถือว่าภูมิใจจริงๆ เพราะรัฐให้โอกาสคนไทยทุกคนตรวจเอดส์ฟรีปีละ 2 ครั้ง

ขั้นตอนการตรวจเอชไอวี

สำหรับคนไทย - การตรวจฟรีและเป็นความลับ

ขั้นแรก : ลงทะเบียน และรับบริการให้คำปรึกษา "ก่อน" การตรวจเลือด

เมื่อท่านเดินทางมาถึงคลีนิคนิรนาม (ไม่ต้องมีการนัดหมายล่วงหน้า) เพียขงไปที่ช่องลงทะเบียน กรอกแบบฟอร์ม และนำไปให้เจ้าหน้าที่ พร้อมบัตรประชาชน พร้อมจ่ายเงิน 20 บาทค่าทำบัตร จากนั้นจะได้รับบัตรคิว ข้อมูลของท่านที่ลงทะเบียนน้ันจะถูกเก็บเป็นความลับ และเมื่อถึงคิวของท่าน เจ้าหน้าที่จะเชิญท่านเข้าไปในห้องให้คำปรึกษา เจ้าหน้าที่จะสอบถามและให้คำปรึกษา "ก่อน" ที่จะตรวจเลือด ข้อมูลจากการสอบถามพูดคุยจะถูกเก็บเป็นความลับ และไม่มีการตัดสินใดๆ จากเจ้าหน้าที่ ถึงความประพฤติหรืออัตลักษณ์ ดังนั้น ท่านจึงสบายใจได้และสามารถตอบคำถามตามความเป็นจริง เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ตัวท่านเอง ท่านควรใช้โอกาสนี้ ในการพูดคุยถึงข้อสงสัยในใจ เพื่อเราจะสามารถป้องกันและรู้ทันในอนาคต ขั้นตอนการให้คำปรึกษาประมาณ 10 นาที ส่วนคิวนั้น แล้วแต่จำนวนผู้มาเข้ารับบริการ

ขั้นที่สอง : การตรวจเลือด

สำหรับการตรวจเลือด เจ้าหน้าที่จะเชิญท่านไปนั่งรอที่หน้าห้องตรวจ จนกว่าคิวของท่านจะถูกเรียก และเมื่อถึงคิวของท่านแล้ว เจ้าหน้าที่ก็จะทำการเจาะเลือดที่แขนด้านในใส่หลอด โดยไม่มีการเขียนชื่อ แต่จะเป็นการระบุหมายเลข อุปกรณ์และเข็มจะใช้ของใหม่ทั้งหมด เจ้าหน้าที่มีความชำนาญ เจาะอย่างรวดเร็วและไม่เจ็บตัว จบด้วยการปิดสำลีที่แขนของท่าน และขั้นตอนนี้จะใช้เวลาเพียง 3 นาที

ขั้นสุดท้าย : รับผลเลือด และรับคำปรึกษา "หลัง" การตรวจ

ประมาณ 1 ชั่วโมงหลังจากการเจาะเลือด ท่านสามารถมายื่นบัตร รอรับผลได้ โดยเจ้าหน้าที่จะเชิญเข้าไปพบเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาท่านเดิม เพื่อรับผล โดยท่านจะเลือกรับผลแบบพิมพ์หรือไม่พิมพ์ผลออกมาก็ได้ และเจ้าหน้าที่จะคุยกับท่านอีกเพื่อแนะนำการมีเพศสัมพันธ์แบบปลอดภัย 

ข้อสำคัญของระยะฟักตัว ก่อนมาเข้ารับบริการ

ช่วงระยะเวลาระหว่างการติดเชื้อเอชไอวี และเวลาที่แอนติบอดีในร่างกายต้านเชื้อเอชไอวี ที่สามารถตรวจเลือดหาเชื้อได้นั้น เราเรียกว่า ระยะฟักตัว
99% ของผู้มีเชื้อเอชไอวี ร่างกายจะต้านเชื้อและปรากฏให้เห็นการการตรวจ หลังจากระยะเวลา 3 เดือนไปแล้ว อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน เรามีการตรวจแอนติบอดี ที่มีประสิทธิภาพกว่าเมื่อก่อน
ดังนั้น เราจะสามารถตรวจหาเชื้อได้ภายในเวลา 30 วัน หลังจากได้รับเชื้อเอชไอวี ดังนั้น หากท่านมีความเสี่ยงและอยากเข้ามารับการตรวจ ก็สามารถมาได้เลยในช่วงเดือนแรก แต่ว่าจะต้องมาตรวจซ้ำอีกครั้งหลัง 3 เดือนไปแล้ว

สำคัญที่สุด คือ ณ ตอนนี้ คลีนิคนิรนาม เปิดให้บริการการตรวจ "แนท" ที่สามารถตรวจหาเชื้อได้เลย หลังจากรับเชื้อหรือมีความเสี่ยงมา 5 วัน เท่านั้น! อยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ "แนท" 
และท่านสามารถเข้าดูรายละเอียด เวลาทำการ และอัตราค่าบริการ ที่นี่

สำหรับคนไทย - ข้อชี้แจงในการรับบริการตรวจเลือด

คลีนิคนิรนาม สภากาชาดไทย ขอชี้แจงกระบวนการรับบริการตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอชไอวี และวิธีการตรวจเลือด ดังนี้ 

  1. ผู้มารับบริการตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอชไอวีทุกรายที่คลีนิคนิรนาม สภากาชาดไทย จะได้รับการให้คำปรึกษาแนะนำก่อนการตรวจเลือดเพื่อประเมินความเสี่ยงและทำ การตัดสินใจรับการตรวจเลือด หากผู้มารับบริการตัดสินใจตรวจ จะได้รับการเจาะเลือดเพื่อนำไปตรวจด้วยวิธี 4th generation enzyme immunoassay  หรือ EIA ซึ่งจะตรวจจับภูมิหรือแอนติบอดี้ (antibody) ต่อเชื้อเอชไอวี ร่วมกับตรวจจับชิ้นส่วนของเชื้อหรือแอนติเจน (antigen) พร้อมกันไปด้วย จึงมีความไวมากกว่าการตรวจด้วยวิธี EIA รุ่นก่อนๆ และสามารถตรวจพบผลบวกได้หลังมีความเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อมาประมาณ 3 สัปดาห์ขึ้นไป โดยผู้มารับบริการจะทราบผล 4th generation EIA ในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงหลังเจาะเลือด
  2. หากผลการตรวจ 4th generation EIA เป็นลบ ผู้มารับบริการจะได้รับการแจ้งผลลบของ 4th generation EIA ในระหว่างการให้คำปรึกษาแนะนำหลังการตรวจเลือด เพื่อวางแผนร่วมกันให้ผลเลือดเป็นลบตลอดไป และจะได้รับการแจ้งว่าจะมีการนำตัวอย่างเลือดที่เก็บไว้ไปทำการตรวจด้วยวิธี แนท (NAT หรือ nucleic acid testing) ต่อไป ซึ่งวิธี NAT จะตรวจจับสารพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวี จึงมีความไวมากกว่าการตรวจด้วยวิธี EIA และสามารถตรวจพบผลบวกได้หลังมีความเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อมาประมาณ 5 วันขึ้นไป โดยหากผู้มารับบริการยินดีให้เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ไว้กับทางคลีนิ คนิรนาม ก็จะได้รับการโทรศัพท์แจ้งให้กลับมาที่คลีนิคนิรนามหากผล NAT เป็นบวก และจะมีการตรวจเลือดเพื่อวัดปริมาณ viral load (ไวรัลโลด) ยืนยันอีกครั้งด้วย หากผล NAT เป็นลบจะไม่ได้มีการโทรศัพท์แจ้งกลับไป นอกจากนี้ ผู้มารับบริการอาจเลือกที่จะโทรศัพท์มาถามผล NAT ด้วยตัวเองก็ได้ โดยจะสามารถทราบผลได้ตั้งแต่ 1-2 วันหลังการมาตรวจครั้งแรก ที่ผ่านมา พบมีผู้มารับบริการของคลีนิคนิรนามที่ผล 4th generation EIA เป็นลบ แต่ผล NAT เป็นบวก ซึ่งแปลว่าเป็นผู้ที่เพิ่งติดเชื้อเอชไอวีในระยะเฉียบพลัน ประมาณ 4 ใน 1000 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย
  3. หากผลการตรวจ 4th generation EIA เป็นบวก ผู้มารับบริการจะได้รับการแจ้งผลบวกครั้งแรกจาก 4th generation EIA และจะได้รับการเจาะเลือดซ้ำอีกครั้ง เพื่อนำไปตรวจด้วยวิธี rapid test อีก 2 วิธี หากผล rapid test อย่างน้อย 1 วิธี หรือทั้ง 2 วิธีเป็นบวก ผู้มารับบริการจะได้รับการแจ้งยืนยันผลบวกในระหว่างการให้คำปรึกษาแนะนำหลัง การตรวจเลือด เพื่อวางแผนการรับการดูแลรักษาสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีต่อไป และจะได้รับการแจ้งว่าจะมีการนำตัวอย่างเลือดที่เก็บไว้ไปทำการตรวจด้วยวิธี EIA รุ่นก่อนหน้านี้ ซึ่งจะมีความไวน้อยกว่า 4th generation EIA โดยหากผล EIA รุ่นก่อนหน้านี้ยังเป็นลบอยู่ แปลว่าเป็นผู้ที่เพิ่งเริ่มสร้างแอนติบอดีและยังเป็นผู้ที่เพิ่งติดเชื้อเอ ชไอวีในระยะเฉียบพลันอยู่ (ถึงแม้จะไม่เฉียบพลันเท่าผู้ที่ผล 4th generation EIA เป็นลบ แต่ผล NAT เป็นบวกก็ตาม) ผู้ติดเชื้อที่เป็นผู้ที่เพิ่งติดเชื้อเอชไอวีในระยะเฉียบพลันจะได้รับการ ติดต่อกลับไปทางโทรศัพท์หากได้ให้เบอร์โทรศัพท์ไว้ เพื่อให้กลับมารับคำปรึกษาแนะนำเพิ่มเติมสำหรับต่อไป

สำหรับชาวต่างชาติ

ขั้นแรก : ลงทะเบียน และรับบริการให้คำปรึกษา "ก่อน" การตรวจเลือด

เมื่อท่านเดินทางมาถึงคลีนิคนิรนาม (ไม่ต้องมีการนัดหมายล่วงหน้า) เพียงไปที่ช่องลงทะเบียน กรอกแบบฟอร์ม และนำไปให้เจ้าหน้าที่ พร้อมจ่ายเงิน 200 บาทค่าทำบัตร จากนั้นจะได้รับบัตรคิว ข้อมูลของท่านที่ลงทะเบียนน้ันจะถูกเก็บเป็นความลับ และเมื่อถึงคิวของท่าน เจ้าหน้าที่จะเชิญท่านเข้าไปในห้องให้คำปรึกษา เจ้าหน้าที่จะสอบถามและให้คำปรึกษา "ก่อน" ที่จะตรวจเลือด ข้อมูลจากการสอบถามพูดคุยจะถูกเก็บเป็นความลับ และไม่มีการตัดสินใดๆ จากเจ้าหน้าที่ ถึงความประพฤติหรืออัตลักษณ์ ดังนั้น ท่านจึงสบายใจได้และสามารถตอบคำถามตามความเป็นจริง เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ตัวท่านเอง ท่านควรใช้โอกาสนี้ ในการพูดคุยถึงข้อสงสัยในใจ เพื่อเราจะสามารถป้องกันและรู้ทันในอนาคต ขั้นตอนการให้คำปรึกษาประมาณ 10 นาที ส่วนคิวนั้น แล้วแต่จำนวนผู้มาเข้ารับบริการ

ขั้นที่สอง : การตรวจเลือด

สำหรับการตรวจเลือด เจ้าหน้าที่จะเชิญท่านไปนั่งรอที่หน้าห้องตรวจ จนกว่าคิวของท่านจะถูกเรียก และเมื่อถึงคิวของท่านแล้ว เจ้าหน้าที่ก็จะทำการเจาะเลือดที่แขนด้านในใส่หลอด โดยไม่มีการเขียนชื่อ แต่จะเป็นการระบุหมายเลข อุปกรณ์และเข็มจะใช้ของใหม่ทั้งหมด เจ้าหน้าที่มีความชำนาญ เจาะอย่างรวดเร็วและไม่เจ็บตัว จบด้วยการปิดสำลีที่แขนของท่าน และขั้นตอนนี้จะใช้เวลาเพียง 3 นาที

ขั้นสุดท้าย : รับผลเลือด และรับคำปรึกษา "หลัง" การตรวจ

ประมาณ 1 ชั่วโมงหลังจากการเจาะเลือด ท่านสามารถมายื่นบัตร รอรับผลได้ โดยเจ้าหน้าที่จะเชิญเข้าไปพบเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาท่านเดิม เพื่อรับผล โดยท่านจะเลือกรับผลแบบพิมพ์หรือไม่พิมพ์ผลออกมาก็ได้ และเจ้าหน้าที่จะคุยกับท่านอีกเพื่อแนะนำการมีเพศสัมพันธ์แบบปลอดภัย

ข้อสำคัญของระยะฟักตัว ก่อนมาเข้ารับบริการ

ช่วงระยะเวลาระหว่างการติดเชื้อเอชไอวี และเวลาที่แอนติบอดีในร่างกายต้านเชื้อเอชไอวี ที่สามารถตรวจเลือดหาเชื้อได้นั้น เราเรียกว่า ระยะฟักตัว
99% ของผู้มีเชื้อเอชไอวี ร่างกายจะต้านเชื้อและปรากฏให้เห็นการการตรวจ หลังจากระยะเวลา 3 เดือนไปแล้ว อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน เรามีการตรวจแอนติบอดี ที่มีประสิทธิภาพกว่าเมื่อก่อน

ดังนั้น เราจะสามารถตรวจหาเชื้อได้ภายในเวลา 30 วัน หลังจากได้รับเชื้อเอชไอวี ดังนั้น หากท่านมีความเสี่ยงและอยากเข้ามารับการตรวจ ก็สามารถมาได้เลยในช่วงเดือนแรก แต่ว่าจะต้องมาตรวจซ้ำอีกครั้งหลัง 3 เดือนไปแล้ว
สำคัญที่สุด คือ ณ ตอนนี้ คลีนิคนิรนาม เปิดให้บริการการตรวจ "แนท" ที่สามารถตรวจหาเชื้อได้เลย หลังจากรับเชื้อหรือมีความเสี่ยงมา 5 วัน เท่านั้น! 

คลินิกนิรนาม สภากาชาดไทย

รายละเอียดบริการ / เวลาเปิดบริการ / อัตราค่าบริการ

1.   ตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี

  • จ-ศ. 7.30-18.00น./ส. 7.30-15.00น.
  • ตรวจแบบทราบผล ทันที 200 บาท (ตรวจแบบนิรนาม) ** หากท่านนำบัตรประชาชนมา และใช้สิทธิ์ประชาชนไทย ตรวจฟรี โดยเสียค่าทำบัตรเพียง 20 บาท ** (รู้ผล 1 ชั่วโมง)
  • ตรวจด้วยวิธี DNA-PCR  1,500 บาท  (รู้ผล 1 สัปดาห์)
  • จ-ศ. 7.30-18.00น./ส. 7.30-15.00น.
  • ตรวจแบบทราบผล ทันที 200 บาท (รู้ผล 1 ชั่วโมง)
  • จ-ศ. 7.30-18.00น./ส. 7.30-15.00น.
  • ตรวจแบบทราบผล ทันที 100 บาท (รู้ผล 1 ชั่วโมง)
  • จ-ศ. 7.30-18.00น./ส. 7.30-15.00น.
  • ค่าบริการ 50 บาท (รู้ผล 30 นาที)
  • จ-ศ. 7.30-15.00น./ส. 7.30-11.00น.
  • ค่าบริการ 300 บาท (รู้ผล 2 วันทำการ)
  • จ-ศ. 7.30-15.00น./ส. 7.30-11.00น.
  • ค่าบริการ 1,500 บาท (รู้ผล 5 วันทำการ)
  • จ-ศ. 7.30-15.00น./ส. 7.30-11.00น.
  • ค่าบริการ 2,500 บาท / 5,000 บาท (รู้ผล 2 สัปดาห์)
  • จ-ศ. 8.30-18.00น./ส. 8.30-15.00น.
  • ค่าบริการ 50 บาท (รู้ผล 1 ชั่วโมง)
  • จ-ศ. 7.30-16.30น./ส. 7.30-15.00น.
  • ค่าบริการ 600 บาท (รู้ผล 3 สัปดาห์)
  • จ-ศ. 8.30-12.00  น.
  • ค่าบริการ 250 บาท (รู้ผล 2 สัปดาห์)
  • จ-ศ. 8.30-18.00น./ส. 8.30-15.00น.
  • ค่าบริการ 200 บาท (รู้ผล 2 สัปดาห์)
  • จ-ศ. 8.30-18.00น./ส. 8.30-15.00น.
  • ค่าบริการ 80 - 200 บาท
  • อังคาร,พุธ และเสาร์ 08.30 – 15.00 น.
  • ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ
  • ทุกวันพฤหัสบดีแรกของเดือน 9.00-11.00น.
  • ตามใบสั่งแพทย์
  • จ.-ศ. 08.30-16.30 น.
  • ค่าบริการ 320 บาท/เข็ม
  • จ.-ศ. 08.30-16.30 น.
  • ค่าบริการ 1,378  บาท/เข็ม
  • จ-ศ. 7.30-18.00น./ส. 7.30-15.00น.
  • ค่าบริการ 400 บาท (รู้ผล 7 วันทำการ)
  • จ-ศ. 7.30-18.00น./ส. 7.30-15.00น.
  • ค่าบริการ 200 บาท (รู้ผล 7 วันทำการ)
  • จ.-ศ. 08.30-18.00 น. เสาร์ 08.30 - 15.00 น.
  • ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ
  • จ.-ศ. 08.30-16.30 น. /ส. 8.30-16.00น.
  • คนไข้เป็นผู้ชำระค่าตรวจทาง ห้องปฎิบัติการและค่ายาเอง
  • จ.-ศ. 08.30-16.30 น.
  • ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ
  • จ.-ศ. 08.30-16.30 น
  • ค่าบริการ 2,100  บาท/เข็ม

2.   ตรวจหาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBSAG)

3.   ตรวจซิฟิลิส (VDRL)

4.   ตรวจกรุ๊ปเลือด

5.   ตรวจระดับภูมิคุ้มกันซีดีสี่  (CD4)

6.   ตรวจระดับปริมาณไวรัสในเลือด (VIRAL LOAD)

7.   ตรวจหาการดื้อยาต้านไวรัสเอดส์

8.   ตรวจหาการติดเชื้อหนองในแท้ และหนองในเทียม * 

9.   ตรวจเพาะเชื้อหนองในแท้ และหนองในเทียม

10.            ตรวจมะเร็งปากมดลูก

11.            ตรวจมะเร็งปากทวารหนัก

12.            ทายารักษาหูด

13.            ตรวจหาวัณโรคแฝงสำหรับผู้ติดเชื้อ

14.            คลินิกปรึกษาโรคผิวหนังสำหรับผู้ติดเชื้อ

15.            ให้วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี ***

16.            ให้วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ เอ ***

17.            ตรวจหาภูมิคุ้มเคยต่อไวรัสตับอักเสบ เอ และ ซี

18.            ตรวจหาภูมิคุ้มเคยต่อไวรัสตับอักเสบ บี

19.            คลินิกปรึกษาสุขภาพชายรักชาย (MSM CLINIC)

20.            ให้บริการยาต้านไวรัส **

21.            คลินิกโภชนาการ

22.            ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวี 

หมายเหตุ

* ราคายังไม่รวมค่าบริการทางการแพทย์ 50 บาท
** ราคายังไม่รวมค่าบริการทางการแพทย์ 100 บาท
*** ราคายังไม่รวมค่าบริการฉีดวัคซีน 50 บาท 

ซิฟิลิส

เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า Treponema pallidum เชื้อนี้สามารถเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อเมือกเช่น ช่องคลอด ท่อปัสสาวะ ปาก เยื่อบุตา หรือทางผิวหนังที่มีแผล เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะเข้ากระแสเลือด และไปจับตามอวัยวะต่างๆทำให้เกิดโรคตามอวัยวะและทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนในระยะยาว โรคนี้แบ่งออกเป็น 4 ระยะได้แก่

  1. Primary
  2. Secondary
  3. Latent
  4. Tertiary (or late)

คนเราติดเชื้อโรคนี้ได้อย่างไร

การติดต่อจะติดต่อจากคนสู่คนโดยการสัมผัสผ่านแผล Chancre

ทางเพศสัมพันธ์

  • เชื้อโรคสามารถติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยผ่านทางเยื่อบุช่องคลอด ท่อปัสสาวะ
  • เชื้อโรคจะติดต่อได้บ่อยในระยะ primary เนื่องจากระยะนี้จะไม่มีอาการ
  • ในระยะ secondary จะมีหูดระยะนี้จะมีเชื้อโรคปริมาณมากหากสัมผัสอาจจะทำให้เกิดการติดต่อ

การติดต่อทางอื่น

  • เชื้อจะอ่อนแอตายง่ายดังนั้นการสัมผัสมือหรือการนั่งโถส้วมจะไม่ติดต่อ
  • หากผิวหนังที่มีแผลสัมผัสกับแผลที่มีเชื้อก็ทำให้เกิดการติดเชื้อ

จากแม่ไปลูก

  • เชื้อสามารถติดจากแม่ไปลูกขณะตั้งครรภ์และขณะคลอด

อาการของโรค

1 PRIMARY SYPHILIS

ในระยะ primary รอยโรคจะปรากฏเป็นแผลริมแข็ง Chancre ซึ่งจะมีลักษณะที่สำคัญดังนี้

  • หลังจากได้รับเชื้อ 10-90 วันโดยเฉลี่ยประมาณ 21 วัน จะมีตุ่มแดงแตกออกเป็นแผลที่อวัยวะเพศ ตรงบริเวณที่เชื้อเข้า
  • แผลมักจะเป็นแผลเดียว ไม่เจ็บ ขอบนูน ต่อมน้ำเหลืองจะโตกดไม่เจ็บ
  • ตำแหน่งที่พบได้บ่อยได้แก่ อวัยวะเพศชาย อัณฑะ ทวารหนัก ช่องคลอด ริมฝีปาก
  • แผลจะอยู่ 1-5 สัปดาห์แผลจะหายไปเอง
  • แม้ว่าแผลจะหายไปแต่ยังคงมีเชื้ออยู่ในกระแสเลือด
  • สำหรับผู้ที่เป็นโรคเอดส์ และมีขนาดใหญ่และมีอาการเจ็บมาก
  • การตรวจเลือกในช่วงนี้อาจจะให้ผลลบได้ร้อยละ 30

2 SECONDARY SYPHILIS

  • ระยะนี้จะเกิดหลังได้รับเชื้อ 17วัน- 6 เดือน
  • ผู้ป่วยจะมีอาการอยู่ประมาณ 2-6 สัปดาห์แล้วจะหายไปแม้ว่าจะไม่ได้รับการรักษา
  • ต่อมน้ำเหลืองโต
  • ปวดตามข้อเนื่องจากข้ออักเสบ

อาการที่สำคัญมีดังนี้

  • มีผื่นสีแดงน้ำตาลที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ไม่คัน
  • ผื่นนี้สามารถพบได้ทั่วตัว ทั้งฝ่ามือ ฝ่าเท้า
  • จะพบหูด Condylomata lata บริเวณที่อับชื้น เช่นรักแร้ ทวารหนัก ขาหนีบ
  • จะพบผื่นสีเทาในปาก คอ และปากมดลูก
  • ผมร่วงเป็นหย่อมๆ
  • ผู้ป่วยจะรู้สึกไม่สบาย
  • อาการเหล่านี้จะอยู่ได้ 1-3 เดือนหายไปได้เอง และอาจจะกลับเป็นซ้ำ
  • การตรวจเลือดในช่วงนี้จะให้ผลบวก

3 LATENT STAGE ระยะแฝง

  • ช่วงนี้ผู้ป่วยไม่มีอาการของโรค ช่วงนี้กินเวลา 2-30 ปีหลังจากได้รับเชื้อ
  • ในช่วงนี้จะทราบได้โดยการเจาะเลือดตรวจ
  • ในระยะนี้อาจจะเกิดผื่นเหมือนในระยะ Secondary Syphilis
  • ในระยะนี้หากตั้งครรภ์ เชื้อสามารถติดไปยังลูกได้

4 LATE STAGE (TERTIARY)

  • ระยะนี้จะกินเวลา 2-30 ปีหลังได้รับเชื้อ
  • ระยะนี้เชื้อโรคจะทำลายอวัยวะต่างๆเช่น หัวใจและหลอดเลือด สมองทำให้อ่อนแรงหรืออาจจะตาบอด กระดูกหักง่าย
  • หากไม่รักษาให้ทัน อวัยวะต่างๆจะถูกทำลายโดยที่ไม่สามารถกลับเป็นปกติ
  •  การตรวจเลือดอาจจะให้ผลลบได้ร้อยละ30

CONGENITAL SYPHILIS

หมายถึงทารกที่ติดเชื้อตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เด็กจะมีอาการดังนี้

  •  เด็กจะมีอาการหลังคลอด 3-8 สัปดาห์
  • อาการอาจจะมีเล็กน้อยจนไม่ทันสังเกตเห็น ทำให้ไม่ได้รับการรักษา
  • เด็กโตขึ้นจะกลายเป็นระยะ Late Stage (Tertiary)

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นซิฟิลิส

การตรวจวินิจฉัยโรคนี้สามารถทำได้โดยการนำหนองจากแผล หรือเลือดไปตรวจหาตัวเชื้อ การตรวจเชื้อทำได้โดย

DARKFIELD EXAM

  • การตรวจทำไดโดยการน้ำเหลืองจากแผลหรือผื่นที่สงสัยไปตรวจ
  • นำน้ำเหลืองนั้นไปส่องกล้องเพื่อหาตัวเชื้อ
  •  การตรวจนี้สามารถวินิจฉัยได้ทั้งระยะ Primary Syphilis และ Secondary Syphilis

การตรวจเลือด

  • การเจาะเลือดตรวจหาภูมิต่อเชื้อซิฟิลิสทำได้ 2วิธีคือ
  • การเจาะเลือดเพื่อหาภูมิคุ้มกันซึ่งไม่เฉพาะเจาะจงต่อเชื้อซิฟิลิส ได้แก่การเจาะ VDRL (Venereal Disease Research Laboratory) หรือ RPR (Rapid Plasma Reagent) หากให้ผลบวกต้องเจาะเลือดอีกเพื่อยืนยันการวินิจฉัย
  • การเจาะเลือดเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโดยการเจาะ FTA-ABS (Fluorescent Treponemal Antibody Absorption Test) หรือ MHA-TP (Microhemagglutination-Treponema Pallidum)

ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่เคยเป็นซิฟิลิสมาก่อนอาจจะให้ผลบวกหลอกโดยที่ไม่เป็นโรค

  • Cerebrospinal Fluid Test การตรวจน้ำไขสันหลังจะทำในรายสงสัยว่าจะมีการติดเชื้อในระบบประสาท

ความสัมพันธ์ระหว่างซิฟิลิสและโรคเอดส์

หากคุณเป็นซิฟิลิสไม่ว่าจะที่ช่องคลอด อวัยวะเพศชาย หรือทวารหนักคุณจะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคเอดส์มากกว่าไม่มีถึง 2-5 เท่า

ใครที่ต้องตรวจหาเชื้อซิฟิลิส

  • คนตั้งครรภ์
  • เกย์
  • เป็นโรคเอดส์
  • มีคู่ครองที่ผลเลือดการตรวจพบเชื้อโรคเอดส์

การรักษาโรคนี้ต้องทำอย่างไร

  • ยาที่ใช้รักษาคือ Penicillin
  • การรักษาต้องรักษาทั้งคู่
  • หลังจากรักษา 6 เดือนต้องตรวจซ้ำหลังจากนั้นตรวจทุกปี

    • วัณโรค (TUBERCULOSIS)
    • วัณโรคเป็นที่พบบ่อยในประเทศไทย และเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญของประเทศไทยและทั่วโลก และก่อให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจต่อประเทศและครอบครัวของผู้ป่วย ผู้เขียนคิดว่าท่านผู้อ่านควรจะมีควรรู้เรื่องโรควัณโรคไว้บ้างเนื่องจาก
    • วัณโรคติดต่อได้ง่ายโดยทางหายใจ ท่านอาจจะรับเชื้อโดยที่ไม่รู้ตัวหากใกล้ชิดกับผู้ป่วย
    • คนที่ได้รับเชื้อส่วนใหญ่ไม่มีอาการ
    • อัตราการเกิดเชื้อวัณโรคดื้อยามีจำนวนมากขึ้น หากคนที่ได้รับเชื้อวัณโรคดื้อยาจะทำให้รักษายาก
    • อัตราผู้ป่วยโรคเอดส์มีสูงขึ้น ทำให้มีผู้ป่วยวัณโรคเพิ่มขึ้น
    • ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งแพ้ยาวัณโรคทำให้เกิดตับอักเสบ
    • จากเหตุผลดังกล่าวท่านผู้อ่านควรมีความรู้เรื่องวัณโรคเพื่อป้องกันตัวเองและดูแลผู้ป่วย หลายท่านเข้าใจผิดว่าโรควัณโรคเป็นโรคของปอด แต่ความจริงเชื้อวัณโรคสามารถทำให้เกิดโรคที่ส่วนอื่นของร่างกาย เช่นกระดูก ข้อ ไต และเยื่อหุ้มสมอง
    • วัณโรคเป็นที่พบบ่อยในประเทศไทย และเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญของประเทศไทยและทั่วโลก และก่อให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจต่อประเทศและครอบครัวของผู้ป่วย ผู้เขียนคิดว่าท่านผู้อ่านควรจะมีควรรู้เรื่องโรควัณโรคไว้บ้างเนื่องจาก
    • วัณโรคติดต่อได้ง่ายโดยทางหายใจ ท่านอาจจะรับเชื้อโดยที่ไม่รู้ตัวหากใกล้ชิดกับผู้ป่วย
    • คนที่ได้รับเชื้อส่วนใหญ่ไม่มีอาการ
    • อัตราการเกิดเชื้อวัณโรคดื้อยามีจำนวนมากขึ้น หากคนที่ได้รับเชื้อวัณโรคดื้อยาจะทำให้รักษายาก
    • อัตราผู้ป่วยโรคเอดส์มีสูงขึ้น ทำให้มีผู้ป่วยวัณโรคเพิ่มขึ้น
    • ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งแพ้ยาวัณโรคทำให้เกิดตับอักเสบ
    • จากเหตุผลดังกล่าวท่านผู้อ่านควรมีความรู้เรื่องวัณโรคเพื่อป้องกันตัวเองและดูแลผู้ป่วย หลายท่านเข้าใจผิดว่าโรควัณโรคเป็นโรคของปอด แต่ความจริงเชื้อวัณโรคสามารถทำให้เกิดโรคที่ส่วนอื่นของร่างกาย เช่นกระดูก ข้อ ไต และเยื่อหุ้มสมอง
    • ความสำคัญของวัณโรค การติดต่อ ผู้ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ การวินิจฉัยโรค การทดสอบผิวหนัง วัณโรคนอกปอด วัณโรคดื้อยา ยาและการจัดการกับวัณโรค การรักษาวัณโรค การให้ยาแบบ DOT การรักษาวัณโรคในภาวะพิเศษ วัณโรคในเด็ก เอดส์และวัณโรคการป้องกันวัณโรค การฉีดวัคซีน BCG วัณโรค
view