สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

บางกอกเรนโบว์ ผู้เปลี่ยนแปลงสังคมของชายรักชาย

บางกอกเรนโบว์ ผู้เปลี่ยนแปลงสังคมของชายรักชาย

โจ (ปรัตถกร) นิ่มแสง  ผู้อำนวยการบางกอกเรนโบว์  เป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่มีส่วนเปลี่ยนแปลงสังคม ติดตามบทสัมภาษณ์ได้ที่ http://transform.in.th/change-agents/parathakorn-nimsang/

SIU: อยากให้แนะนำตัวเอง และหน้าที่ความรับผิดชอบครับ
ตอนนี้ผมทำ Graphic Design เป็นหลักแล้วก็มาเป็นอาสาสมัครของ บางกอก เรนโบว์ ครับ

SIU: บางกอก เรนโบว์ เป็นองค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับอะไรครับ
บางกอก เรนโบว์ เป็นองค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องของกลุ่มชายรักชาย โดยทำในเรื่องของสิทธิ สุขภาพ และการสร้างความเข้าใจต่อสังคมเกี่ยวกับเรื่องของเกย์ ซึ่งจริงๆ ก็มีความหลากหลายในสิ่งที่เราทำอยู่

SIU: ตัวของคุณโจเองสนใจในประเด็นใด
ประเด็นที่ผมสนใจก็มีหลายอย่าง เรื่องแรกคือ เรื่องของครอบครัว การสร้างความเข้าใจกับคนกลุ่มนี้ ซึ่งจริงๆ คนกลุ่มนี้เขาจะถูกทำร้ายจิตใจจากทางบ้านเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่เพราะสังคมรอบข้าง สาเหตุจริงๆ เลยเป็นเพราะคุณพ่อ คุณแม่ ไม่เข้าใจ บางทีคุณพ่อเห็นว่าลูกเกิดมาเป็นผู้ชายก็ตั้งความหวังกับลูกชายไว้เลยว่า ในอนาคตต้องเป็นอย่างโน้น อย่างนี้ อย่างนั้น แต่ปรากฏว่าผิดความคาดหมาย ซึ่งพอโตขึ้นมานิดหน่อยลูกชายก็มีพฤติกรรมที่ค่อนข้างจะเปลี่ยนไป ก็เลยทำให้ความรู้สึกของคุณพ่อ คุณแม่ เริ่มที่จะเปลี่ยนไป คือเริ่มมีความรู้สึกว่า ฉันเลี้ยงลูกไม่ดีหรือว่าฉันทำให้ลูกเป็นเกย์ได้อย่างไร เป็นเพราะอะไร เขาก็จะโทษตัวเองแล้วสุดท้ายก็มาลงที่ลูก ซึ่งลูกก็ไม่มีความเข้าใจในคุณพ่อ คุณแม่ คิดว่าคุณพ่อ คุณแม่ขับไสไล่ส่ง ไม่ต้องการตนเอง ก็จะหาที่พึ่งไม่ได้ เราจึงเป็นองค์กรหนึ่งที่จะทำหน้าที่เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้องให้กับเขา ให้ความเข้าใจ ให้คำปรึกษา เวลาที่เขาต้องการเพื่อนหรือต้องการกลุ่มเขาก็สามารถที่จะเข้ามาที่กลุ่มเรนโบว์ได้
เรื่องที่ 2 คือเรื่องของสุขภาพ ก็เป็นเรื่องที่ต่อเนื่องกัน เพราะพฤติกรรมของชายรักชาย เวลาที่มีเพศสัมพันธ์มักจะมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่เหมือนคนปกติ ซึ่งบางครั้งเขาก็ไม่มีความเข้าใจที่ชัดเจนว่าการติดเชื้อ HIV จะติดกันได้แบบไหน บางทีคิดว่าเฉพาะผู้ชายกับผู้หญิงเท่านั้น ซึ่งจริงๆ ก็มีหลายประเด็นที่เขาไม่รู้ เราจึงเข้าไปสร้างความเข้าใจให้กับเขา โดยการเอาเขามาเข้าค่าย นี่คือกิจกรรมของ บางกอก เรนโบว์
กิจกรรมที่ 3 คือสื่อ ในที่นี้หมายถึงสื่อทุกชนิดทั้ง Multimedia, โทรทัศน์ , สิ่งพิมพ์ หรือแม้กระทั่งการจัด Event ก็เป็นสื่อชนิดหนึ่งที่เราพยายามให้เข้ากับยุคสมัย เช่น สมมติว่าสื่อยุคนี้เป็นยุคของ Social Network เราก็เข้าไปที่ Social Network แล้วก็ดึงคนใน Social เข้ามาในกลุ่มเราแล้วก็ให้เขามี Activity กับเรา หลังจากนั้นเราก็ดึงคนกลุ่มนี้เข้ามาร่วมทำกิจกรรม เราก็ใช้ช่องทางลักษณะนี้ในการดึงคนเข้ามาเรื่อยๆ

SIU: จากที่ฟังมาในตอนต้นคุณโจบอกว่าได้ทำงานเป็นอาชีพหลักด้วย แล้วก็ทำงานให้บางกอก เรนโบว์เป็นงานอาสาสมัคร
ใช่ครับ เหมือนกับผมทำงานของกลุ่มบางกอก เรนโบว์เป็นอาชีพหลักมากกว่า มันเหมือนจะเป็นอย่างนั้น แต่จริงๆ แล้วอาชีพหลักของผมจริงๆ คือทำงานบริษัทปกติ แต่ว่าของผมจะทำงานอยู่ที่บ้านได้ไม่มีปัญหา ซึ่งเมื่อมีงานเข้ามาผมก็จะเข้าไปที่ออฟฟิตเพื่อประชุมกัน ออกแบบงานเท่านั้นเอง ส่วนบางกอก เรนโบว์ เราก็เป็นคนดูแลประสานงานให้กับหน่วยงาน องค์กรต่างๆ หรือหน่วยงานของรัฐ คือผมจะเริ่มต้นมาตั้งแต่ยุคแรกของบางกอก เรนโบว์ เพราะฉะนั้นผมก็จะเข้าใจในเรื่องของบางกอก เรนโบว์ เป็นอย่างดี

SIU: อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้คุณโจมาทำงานด้านนี้ครับ
แรงบันดาลใจก็คือสังคมของเรานี่เอง คือจริงๆ เมื่อก่อนผมก็ไม่เข้าใจว่า คำว่าเกย์คืออะไร ผมไม่มีตัวอย่างให้เห็นเพื่อให้แยกได้ว่าเกย์ เป็นแบบไหน กระเทยเป็นแบบไหน แต่ด้วยความที่เป็นเด็กเรียบร้อยพอเข้ามหาวิทยาลัยก็โดนแซวว่า เรียบร้อยแบบนี้เป็นตุ๊ดหรือเปล่า ซึ่งเราก็ยังไม่เข้าใจ ทีนี้เมื่อผมเริ่มศึกษาข้อมูล ผมก็จะเริ่มรู้ว่าคนกลุ่มนี้มันมีอะไรที่มันเยอะมาก ผมก็เลยมีความสนใจและอีกส่วนหนึ่งก็คือเรื่องของครอบครัว ซึ่งครอบครัวของผมไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก คือ คุณพ่อ คุณแม่ เข้าใจดีต่อให้เราเป็นอะไรเขาก็เข้าใจ แต่หลังจากที่ผมให้คำปรึกษากับรุ่นน้องหลายๆ คนที่เข้ามาที่บางกอก เรนโบว์ ส่วนใหญ่ 90% มีปัญหาเรื่องครอบครัว ดังนั้นผมก็เลยมุ่งเน้นไปในเรื่องของการสร้างความเข้าใจกับสังคมมากกว่า นี่คือแรงบันดาลใจที่เราอยากจะสร้างสังคมของชายรักชายให้เป็นปกติ ซึ่งเมื่อก่อนสังคมจะมองว่าคนกลุ่มนี้เป็นอะไรที่แปลกประหลาด พอพูดถึงเรื่องเกย์หรือเรื่องของกระเทย เขาจะมองเหมือนเป็นสัตว์ประหลาดไปเลย คือไม่ได้มองว่าเป็นคน ซึ่งก็ทำให้สังคมคลางแคลงใจ ยกตัวอย่างเช่น ตัวผมเอง เวลาปกติที่ผมทำงาน หากผมไม่ได้บอกก็จะไม่รู้ว่าเราเป็นอะไร แต่พอผมบอกไปเขาก็เริ่มมีความห่างเหินเลย เพราะว่ามุมมองมันเปลี่ยนไปแล้ว เพราะฉะนั้นผมก็เลยคิดว่า จุดเริ่มต้นจะต้องเริ่มมาจากการปรับเปลี่ยนทัศนคติของสังคมให้เข้าใจไม่ใช่ว่าเราจะมานั่งเรียกร้องว่า ?คุณต้องเข้าใจฉันนะ ฉันเป็นแบบนี้คุณต้องเข้าใจฉันสิ? ซึ่งก็ไม่ใช่อย่างนั้น คือเขาไม่มีข้อมูลต่างหาก มันไม่ใช่ความผิดของสังคมทั่วไปเลย เพราะสังคมเขาไม่มีข้อมูล เขาไม่มีแหล่งที่จะเรียนรู้ว่ามีเพศที่สามอยู่ในสังคมด้วย โดยตั้งแต่เด็กๆ สังคมก็สอนว่ามีแค่เพศชายและเพศหญิง ดังนั้นเราก็เลยพยายามที่จะเอาประเด็นพวกนี้สอดแทรกเข้าไปในสื่อต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ ฯลฯ โดยการสร้างประเด็นขึ้นมา

SIU: กลายเป็นว่าการเป็นเกย์เป็นสิ่งแปลกใหม่ แต่ว่าคนในสังคมไม่มีข้อมูล คุณโจก็เลยพยายามให้ข้อมูลเขา???
คือไม่ได้เรียกว่าสิ่งแปลกใหม่ แต่มันเป็นอะไรที่แปลกจากสังคม คือสังคมจะมองว่าเป็นอะไรที่ผิดธรรมชาติ หรือผิดศีลธรรมไปเลย เรียกว่ากากบาทใส่หน้าเราเลย โดยที่เขาก็ยังไม่รู้ว่านิสัยเราเป็นอย่างไร ซึ่งที่เขากากบาทก็เพราะว่าเขาไม่มีข้อมูล เขาคิดว่าคนกลุ่มนี้ผิดไปจากที่เขาได้เรียนรู้มา เขาก็เลยคิดว่าเป็นสิ่งที่ผิดธรรมชาติดังนั้นเขาก็เลยกากบาทไว้ก่อน ตัวอย่างเช่น สมมติว่าเราเห็นสุนัข 2 หัว กับสุนัข 1 หัว เราเคยชินกับสุนัข 1 หัวอยู่แล้วแต่เมื่อเราได้ไปเห็นสุนัข 2 หัวเราก็ตกใจคิดว่าเป็นสัตว์ประหลาด เป็นสิ่งผิดปกติ ซึ่งก็เหมือนกัน

SIU: ถ้าเกิดย้อนกลับไปผมคิดว่าเป็นเรื่องของข้อมูลมากกว่า คือการเป็นเกย์หรือเป็นอะไรนั้น เขาเป็นกันมานานแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ในยุโรปก็มีกษัตริย์ของประเทศที่ไม่ขอเอ่ยนาม ก็เป็นชายรักชาย แต่มันก็ไม่ได้ถูกเปิดเผย แต่ตอนนี้สังคมเปิดกว้างแล้วข้อมูลข่าวสารเผยแพร่อย่างรวดเร็ว สามารถสื่อสารถึงกันได้หมด ซึ่งคนที่ได้รับรู้เรื่องแบบนี้แล้วเขาก็เกิดความไม่เข้าใจ เกิดความตกใจไปบ้าง
มันเป็นเรื่องปกติ ซึ่งจริงๆ หากไปค้นประวัติศาสตร์จะพบว่าเกิดขึ้นในยุคสมัยของอียิปต์ด้วยซ้ำ

SIU: ปรัชญาในการดำเนินชีวิตและการทำงานของคุณโจ
ปรัชญาของผมคือ ?ทุกชีวิตมีคุณค่า อย่าตีตราด้วยอคติ? หมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นชีวิตอะไรก็ตาม หรือเป็นอะไรก็ตาม แม้กระทั่งสัตว์ คน มนุษย์ต่างดาว หรือใครก็ตาม อันดับแรกก็อย่าไปตีตราเขาก่อน คือผมจะมองโลกให้เท่าเทียมกันหมด แม้กระทั่งมดตัวเล็กๆ ที่เขาออกหากินอยู่ เราก็ไปฆ่าเขา ผมคิดว่าเพื่ออะไร เขาก็เป็นหนึ่งชีวิต บางครั้งเขาก็หิว เขาต้องการอาหาร แต่เราคิดว่าเขามาแย่งอาหารและมารบกวนเรา เราจึงฆ่าเขา นั่นคือ อคติที่เรามีกับสิ่งที่เราไม่ชอบ ซึ่งนี่เป็นปรัชญาชีวิตของผม และผมไม่สามารถที่จะทำให้สังคมมีความคิดแบบเดียวกับผมได้ทั้งหมด แต่ผมก็พยายามที่จะทำให้ทุกคนเข้าใจได้อย่างน้อยสักนิดหนึ่งก็ยังดี ด้วยการให้ข้อมูล ทำสื่อ

SIU: จุดพลิกผันในชีวิต
มีครับ คือผมเป็นคนต่างจังหวัด ความเป็นเกย์นั้น ซึ่งจริงๆ แล้วในตอนเด็กๆ ผมไม่รู้เรื่องเลย

SIU: คุณโจรู้ตัวว่าเราเป็นเกย์ตอนไหน
ตอนนั้นผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมเป็นเกย์ ผมเข้าใจแค่ว่าเราอยู่กับเพื่อนผู้ชายแล้วเรามีความสุขแค่นั้นเอง คือไม่ได้มองถึงเรื่อง SEX ไม่ได้มองถึงเรื่องอย่างอื่น ซึ่งในช่วงสมัยประถมศึกษาและสมัยมัธยมศึกษาเพื่อนก็มีแฟนเป็นผู้หญิง ผมก็มีแฟนเป็นผู้หญิงแต่ก็ไม่เคยแตะต้องผู้หญิงเลย คือเราก็ไม่เข้าใจ แต่วันหนึ่งหลังจากที่จบมัธยมแล้ว ก็มาเรียนมหาวิทยาลัย ก็ได้เจอเกย์หรือกระเทยเยอะมาก เราจึงเริ่มรู้สึกว่าเราเสียดายชีวิตที่ใช้ไป แต่จุดที่ทำให้เราผกผันเลย คือ จากความที่ว่าเราพยายามทำตัวให้เป็นผู้ชายแท้ๆ พยายามมีแฟนเป็นผู้หญิง หรือที่เรียกว่าพยายามหลอกตัวเองเพราะเรายังไม่เข้าใจ แต่หลังจากที่รู้ว่าเกย์เป็นแบบไหน เรามีความรู้สึกอย่างไร ผมก็เปลี่ยนทันทีจากหน้ามือเป็นหลังมือ ก็คือ เลิกกับผู้หญิงแล้วก็มาคบกับผู้ชายอย่างเดียวเลย

SIU: แล้วรู้สึกกดดันหรือกังวลต่อปฏิกิริยาจากสังคมรอบข้างหรือไม่
กดดันครับ กดดันมากๆ เพราะตอนนั้นคิดว่าพ่อแม่จะไม่เข้าใจ คิดว่าจะบอกพวกท่านอย่างไรดี พ่อแม่ก็ถามว่ามีแฟนเป็นผู้หญิง ไม่เห็นพาแฟนมาบ้างเลย เราก็อ้ำอึ้ง ไม่รู้จะพูดอย่างไร คือ ด้วยนิสัยของเราเป็นคนเรียบร้อยก็จะโดนแซว ว่าเรียบร้อยอย่างกับผู้หญิงเลย เป็นตุ๊ดหรือเปล่า อะไรทำนองนี้ เราจึงรู้สึกกดดัน เพราะเรารู้สึกว่าคำว่าตุ๊ดนั้นทำร้ายจิตใจเรามาก แต่เราก็ไม่กล้าบอก จนวันหนึ่งเราตัดสินใจว่าจะบอก เพราะกลับบ้านทีไรแม่ก็จะถามว่าไม่เห็นพาแฟนมาเลย แต่เราก็พาเพื่อนผู้ชายไปบ้านซึ่งนั่นก็คือแฟนของเรา แต่แม่ไม่รู้ เราก็เลยบอกแม่ไปว่า เราไม่ได้ชอบผู้หญิง เราชอบผู้ชาย ซึ่งแม่ก็หัวเราะ แล้วท่านก็บอกว่า นั่นคือเป็นสิ่งที่แน่ใจแล้ว คือเราไม่เหมือนกับเด็กผู้ชายทั่วไป เพราะเด็กผู้ชายทั่วไปจะต่อยตีกันบ้าง เล่นฟุตบอล หรือทำอะไรที่ค่อนข้างจะรุนแรง แต่เราเป็นคนที่อยู่บ้าน ทำการบ้าน เป็นเด็กเรียบร้อย ทำงานบ้าน ดูแลแม่ เข้าวัด คือไม่เหมือนกับเด็กผู้ชาย แล้วเวลาไปเที่ยวงานวัด ผู้ชายก็จะไปตีกัน แต่เราไม่ไป เรากลับอยู่บ้าน ซึ่งแม่รู้สึกว่าเราดีเกินไป แล้วแม่ก็บอกว่า จริงๆ ก็ดูแปลกๆ ตั้งแต่ตอนเด็กๆ แล้ว พี่สาวพอรู้เขาก็หัวเราะ เพราะแม่เป็นคนตะโกนบอกพี่สาวว่า เราไม่ได้เป็นผู้ชายนะ เราเป็นตุ๊ด ซึ่งแม่จะเข้าใจคำว่าตุ๊ดมากกว่าเพราะเป็นคำที่มีมานานแล้ว ซึ่งเมื่อเราเห็นแม่หัวเราะ เราก็ดีใจแล้ว แล้วทีนี้ก็มาที่พ่อ คือพ่อนั้นเราจะกลัวเขาเสียใจมาก แต่แม่ก็ไปแอบบอกพ่อเอง สรุปคือในบ้านก็ไม่มีปัญหาอะไร แล้วผมก็เขียนหนังสือ Pocket Book เล่มหนึ่งออกมาวางตลาดในตอนนั้น ก็เป็นการเปิดเผยเลย มีรูปของผมชัดเจน

SIU: หนังสือชื่ออะไรครับ
ชื่อ ?คุณแม่ครับ ผมเป็นเกย์? แต่ว่าก็ไม่ได้มีผมคนเดียว มีอีกหลากหลายคนในเล่ม เพียงแต่ว่าผมเป็นส่วนหนึ่งในหลายๆ คนในหนังสื่อเล่มนี้ คือเป็นเล่มแรกที่ผมพยายามจะบอกกับสังคม คือตอนนั้นมีความคิดว่าจะบอกกับสังคมอย่างไรดี จะได้ไม่ต้องมานั่งปกปิดแบบนี้ ซึ่งเราก็เขียนบอกไปเลย ประกาศไปเลยดีกว่า แล้วหนังสือก็ขายดีมากๆ คือเป็นหนังสือเล่มแรกที่เอาไปวางขายใน Seven Eleven โดยที่ปกติจะไม่มีหนังสือวางขาย แต่ในหนังสือเล่มนั้นก็บอกแค่เรื่องราวชีวิตของแต่ละคนว่าเป็นมาอย่างไร รู้อย่างไรว่าเป็น และเป็นเพราะอะไร แล้วพ่อแม่จะเป็นอย่างไรเมื่อได้บอกท่านไปแล้ว แค่นั้นเอง นี่คือเป้าหมาย และก็ได้บอกแก่สังคม ซึ่งสังคมก็จะได้รู้หลากหลาย คุณพ่อคุณแม่ก็จะได้รู้ว่าลูกฉันเมื่อพฤติกรรมแบบนี้จะเป็นเกย์หรือไม่ ก็จะได้เข้าใจมากขึ้น ซึ่งในตอนนั้นเราก็ทำใจไว้เยอะมาก คาดว่าหนังสือคงจะขายไม่ได้ แต่ปรากฏว่ายอดขายถล่มทลายและสื่อทุกแขนงมารุมทำข่าว ก็ตกใจมากเพราะว่าสื่อมารุมเยอะมากแต่ว่าเราก็พยายามที่จะสื่อสารไป นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นและหนังสือเล่มนั้นแม่ก็ซื้อไปแจกจ่าย

SIU: คุณพ่อคุณแม่ได้อ่านแล้วพวกท่านมีความเห็นว่าอย่างไรบ้างครับ
ท่านเก็บไว้อย่างดี ทุกวันนี้ก็ยังเก็บไว้อยู่เลย ท่านมีความภูมิใจ คือแม่นั้นซื้อไปแจกญาติพี่น้องหมดเลย แล้วเราก็รู้สึกดี พอเวลาเรากลับบ้านเราก็เดินอย่างสง่าผ่าเผย เป็นที่ยอมรับ

SIU: อยากให้คุณโจช่วยนิยามตัวเองให้ฟังว่าเมื่อนึกถึง ปรัตถกร จะนึกถึงอะไร
จริงๆ ผมไม่ได้ชื่อ ปรัตถกร นะ ชื่อแรกของผมชื่อ สมคิด แต่ด้วยความที่ว่าผมรู้สึกไม่ค่อยชอบชื่อนี้ ผมก็เลยเปลี่ยนเป็น ปรัตถกร ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าไป Search ทั้งชื่อ สมคิด และชื่อ ปรัตถกร ก็จะมีข้อมูลของผมอยู่ในอินเตอร์เน็ตเยอะมาก โดยความหมายของ ปรัตถกร คือ ผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับแผ่นดิน เราก็มีความรู้สึกว่า เราไม่อยากทำตัวให้ดูไร้คุณค่า เราอยากจะทำอะไรให้กับสังคมบ้าง เพราะเราได้ทำให้กับครอบครัวของเราแล้ว เราก็เลยอยากจะให้ครอบครัวที่มีลูกเป็นเกย์ได้มีความรู้สึกเช่นเดียวกันเหมือนอย่างที่เรามี

SIU: สิ่งที่อยากทำเพื่อเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาประเทศไทย
กฎหมายครับ ทุกวันนี้เราพยายามที่จะผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวกับชายรักชาย ซึ่งตอนนี้เราได้ผลักดันสำเร็จไปหลายข้อแล้วเหมือนกัน โดยเมื่อก่อนเมื่อเกย์โดนข่มขืน เกย์ไม่กล้าไปแจ้งความ บางคนก็มาร้องเรียนกับเรานะ คือไปแจ้งความแล้วโดนตำรวจหัวเราะ ซึ่งเขาไม่ได้เป็นกระเทยนะ เป็นเกย์นี่แหละแล้วโดนผู้ชายข่มขืนจึงไปแจ้งความ ก็โดนตำรวจหัวเราะแล้วพูดทำนองว่า ไม่ชอบหรือ คือเหมือนโดนเหยียด หลังจากนั้นกฎหมายนี้ก็เลยโดนผลักดันจากกลุ่มของเรา ก็จะมีองค์กรหลายๆ องค์กรช่วยกัน ทั้งจากกลุ่มของเกย์และเลสเบี้ยนเองก็ช่วยกันผลักดันกฎหมายนี้ ซึ่งตอนนี้ก็ได้รับการบรรจุแล้ว

SIU: ตอนที่ดำเนินเรื่องผลักดันกฎหมายนั้นยากหรือไม่ครับ
ยากมากๆ เพราะว่าเขาไม่สนใจเลย และเราก็เห็นว่ามีประเด็นข่าว ทีนี้เราก็คิดว่าเราต้องใช้สื่อเป็นตัวนำ เราจึงนำข่าวที่ผู้ชายโดนข่มขืนแล้วก็ตอนนั้นมีข่าวดังเรื่อง คุณนกที่เป็นกระเทยแล้วโดนห้ามเข้าโรงแรมโนโวเทล ก็เป็นข่าวที่มาจากกลุ่มของเราเหมือนกัน ซึ่งคุณนกเป็นคนโทรมาบอกเรา เราจึงถามคุณนกว่า คุณพร้อมที่จะออกสื่อหรือไม่ คุณนกตอบกลับมาว่าพร้อม ทางเราจึงส่งเรื่องให้กับสื่อทุกแขนง ปรากฏว่าเพียงชั่วข้ามคืน คุณนกออกทุกรายการและก็มีประเด็นเรื่องการข่มขืนและการเหยียดเข้าไปด้วย ซึ่งกฎหมายนี้เห็นว่าประเด็นมันดังมากน่าจะให้ความสนใจ ก็เลยใส่เข้าไปทันที

SIU: กฎหมายนี้ถูกบรรจุในสมัยของรัฐบาลไหนหรือปี พ.ศ. อะไรครับ
ปีที่เขาแก้ พ.ร.บ. เรื่องการใช้คำพูดในเวลาเกณฑ์ทหารที่ระบุว่าคนที่เป็นกระเทย เป็นคนวิกลจริต เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่มาจากกลุ่มของเราเช่นเดียวกัน คือเราพยายามที่จะสร้างประเด็นเหล่านี้เข้าไป หลังจากประเด็นแรกคือเรื่องของร้านแว่นท็อปเจริญที่ชกกระเทยเราก็เป็นคนทำแล้วก็ใส่เข้าไป และตอนที่มีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่มีเนื้อหาภายในภาพยนตร์ว่าเอากระเทยไปไถนา เราก็เป็นคนนำเรื่องนี้ไปให้กับสื่อเขียนข่าว ซึ่งก็เป็นข่าวที่ดังมากจนกระทั่งเขาทำหนังสือมาส่งให้กับเรามากมาย ที่เราทำเพราะว่าเราอยากให้รัฐบาลรู้ว่าคนกลุ่มนี้เขาไม่ได้ชอบอย่างที่คุณนำเสนอนะ เรามีสิทธิเรื่องของการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับคุณ เราก็เป็นคน ให้เขามองเห็นความเป็นมนุษย์ของเรา คือเหมือนกับเราเป็นไม้ขีดจุดไฟตนเองขึ้นมา ให้เขาหันมาสนใจเรื่องของเรา ซึ่งทุกวันนี้ก็มีนักการเมืองหันมาให้ความสนใจกับกลุ่มเพศที่สามมากขึ้น มาหาเสียงกับกลุ่มเพศที่สามมากขึ้น ซึ่งผมก็ดีใจนะที่อย่างน้อยรัฐบาลเริ่มมองเห็นความสำคัญบ้าง ก็เข้าใจว่ากฎหมายไม่ได้แก้ง่ายๆ ต้องมีการพิจารณาในหลายๆ อย่าง ต้องค่อยๆ ดำเนินไป ส่วนเรื่องต่อไปที่เราจะทำก็คือ เป็นเรื่องของคู่ชีวิต ซึ่งเราไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นคู่แต่งงาน มีการสมรสหรือจดทะเบียน แต่เพียงแค่ว่าเอาเป็นคู่ชีวิตเท่านั้น หากถามว่าทำไมต้องทำ ก็เพราะว่าคนที่เป็นแฟนกัน คบกันมายาวนาน 10 ? 20 ปี มีการซื้อบ้าน ซื้อรถ ร่วมกัน มีทรัพย์สมบัติที่สร้างมาร่วมกัน หากวันหนึ่ง คนหนึ่งได้เสียชีวิตลง คนที่เป็นคู่ชีวิตกลับไม่ได้ทรัพย์สมบัติเหล่านั้น แต่คนที่ได้คือครอบครัว คือพ่อแม่ หรือแม้กระทั่งกรณีที่เมื่อไม่สบายแล้วต้องผ่าตัดก็ต้องมีการเซ็นยินยอมจากคุณพ่อคุณแม่หรือญาติพี่น้องเท่านั้น แต่ในขณะนั้นคนที่เป็นแฟนได้อยู่ใกล้ชิดที่สุดกลับทำอะไรไม่ได้เลย แม้กระทั่งเรื่องของประกันชีวิตก็ไม่รับทำประกันชีวิตให้แก่กลุ่มชายรักชาย เพราะเขาคิดว่าคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เสี่ยงมากที่สุด คือเสี่ยงจาก HIV คือมันเป็นความเข้าใจผิดของบริษัทประกันที่เข้าใจว่าคนกลุ่มนี้พอติดเชื้อ HIV แล้วต้องมีอะไรกันแล้วก็จะติดเชื้อ ซึ่งจริงๆ แล้วพวกเกย์จะเป็นกลุ่มที่ดูแลตัวเองมากๆ มากกว่าคนปกติด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้เราจึงพยายามที่จะผลักดันให้อย่างน้อยคู่ชีวิตได้มีส่วนร่วมในการทำนิติกรรมต่างๆ เท่านั้นเอง ซึ่งจริงๆ แล้วก็ยังมีอีกหลายเรื่องต่อเนื่องกันไป แต่ตอนนี้ก็อยู่ในระหว่างการพิจารณาเพราะการพิจารณาก็มีหลายอย่าง ส่วนของเราก็พยายามจะไปประชุมกับหน่วยงานของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลก็บอกว่า ยังมีประเด็นหลายอย่างที่อาจจะผิดพลาดได้ เช่น คนที่เป็นโจรฆ่าคนมาแล้วก็มาแปลงเพศและพยายามที่จะหนีกฎหมายจากนั้นก็เปลี่ยนชื่อเป็นนางสาว ฯลฯ ซึ่งตอนนี้เราก็พยายามที่จะให้ส.ส. ที่เป็นเกย์ได้เข้าไปในสภาให้มากที่สุด

SIU: แล้วมีส.ส. ที่เป็นเกย์ได้เข้าไปในสภาบ้างแล้วหรือยัง
ก็มีบ้างนะ แต่ว่าเขาอาจจะไม่เปิดเผย เนื่องมาจากนโยบายของพรรคด้วย ก็เลยเปิดเผยไม่ได้

SIU: มุมมองต่อประเทศไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า คุณโจมองว่าเป็นอย่างไรบ้างครับ ?
คือเราไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย เพียงแค่อยากจะให้สังคมเข้าใจในสิ่งที่คนพูดกันมากกว่า คือตอนนี้บางคนก็มีการเหยียดบ้าง คือไม่ได้ยอมรับ 100% ซึ่งเราก็เข้าใจไม่มีปัญหา แต่ว่าอย่างน้อยก็ทำความเข้าใจในเรื่องของสิทธิ หากมองในอีก 5 ปีข้างหน้าก็คิดว่ามันอาจจะเกิดแล้วเพราะว่าในปัจจุบันก็เริ่มที่จะมีความเข้าใจในคนกลุ่มนี้มากขึ้น เมื่อมีความเข้าใจแล้วก็เริ่มที่จะยอมรับมากขึ้น โดยยอมรับในแง่ของความเป็นจริงไม่ใช่แค่ยอมรับว่าเขาเฮฮาสนุกสนานเพียงด้านเดียว แต่ไม่ใช่เพราะสังคมอย่างเดียว ของกลุ่มเราก็เช่นกัน กลุ่มเกย์เองก็ต้องพยายามที่จะทำตัวให้ดูเหมาะสม ซึ่งบางครั้งก็มีการแสดงออกอย่างไม่เหมาะสม เช่น เด็กนักเรียนหัวเกรียน ใส่สายเดี่ยวกางเกงนักเรียน แต่งหน้าเปรี้ยวจี๊ดแล้วขึ้นรถไฟฟ้า แบบนี้เป็นต้น ซึ่งสังคมก็ไม่ได้ยอมรับ 100% นะเขายังมีอคติอยู่ในใจ โดยอนาคตข้างหน้าคิดว่าอยากที่จะให้ทั้งสองฝ่ายสามารถคุยกันได้ ตกลงกันได้ ทำอะไรก็ไม่น่าที่จะมีปัญหา แต่จริงๆ ประเทศไทยก็ไม่ได้มีอะไรที่รุนแรงอยู่แล้ว

 

view