“เสียบสด แตกใน” กับความล้มเหลวของกระบวนทัศน์การป้องกันเอดส์ในชุมชนเกย์ไทย
“Bareback Fucking” and the Failure of HIV/AIDS Prevention Paradigm in Thai Gay Community
“เสียบสด แตกใน”
บทความนี้ต้องการวิพากษ์กระบวนทัศน์และวิธีคิดของการรณรงค์ป้องกันโรคเอดส์ในชุมชนเกย์ไทยในช่วงทศวรรษ 2530-2550 ซึ่งประสบความล้มเหลวในการที่จะทำความเข้าใจชีวิตทางเพศของเกย์ ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ มีความเคลื่อนไหวด้านสุขภาวะทางเพศของเกย์หรือชายรักชาย และเป็นช่วงที่ชุมชนเกย์กำลังเติบโตโดยอาศัยวัฒนธรรมบริโภคที่พบได้ในบาร์ ผับ ซาวน่า คาราโอเกะ และสถานบันเทิงยามค่ำคืน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้สร้างพื้นที่ทางสังคมและวัฒนธรรมให้เกย์ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจ มีการศึกษา และใช้ชีวิตอยู่ในเมืองได้พบเจอเพื่อนและเรียนรู้อัตลักษณ์ “เกย์” ที่สังคมไม่เปิดโอกาสให้แสดงออกในพื้นที่สาธารณะ ชาวเกย์ในสังคมไทยจึงใช้พื้นที่บริโภคซึ่งมีความเป็นส่วนตัวสูงเพื่อการเปิดเผยตัวตนทางเพศ และสร้างกลุ่มทางสังคม แต่การทำงานด้านสุขภาวะทางเพศในชุมชนเกย์กลับมองข้ามและไม่เคยทำความเข้าใจเงื่อนไขและความซับซ้อนของการมีเพศสัมพันธ์ในชุมชนเกย์แม้แต่น้อย เพราะมองเห็นแต่เพียงสถานที่ของการมีเซ็กส์และบุคคลที่เป็นเกย์ที่เข้าไปอยู่ในที่เหล่านั้นเพียงอย่างเดียว
ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2520 เป็นช่วงที่สังคมเกย์ไทยค่อยๆ เรียนรู้วิธีการนิยามตัวเองโดยใช้พฤติกรรมและความรู้สึกทางเพศเป็นเครื่องมือในการบอกว่าเกย์หมายถึงใครบ้าง และชีวิตแบบเกย์จะดำเนินไปอย่างไร เป็นช่วงเวลาที่เกย์ไทยพยายามค้นหาตัวเอง ซึ่งวิธีการค้นหาตัวเองที่สำคัญที่สุดคือการแสดงออกทางเพศโดยใช้เซ็กส์เป็นช่องทาง สิ่งเหล่านี้เริ่มต้นจากนิตยสารเกย์ และบาร์เกย์ที่นำเสนอรูปแบบการใช้ชีวิตทางเพศให้กับชาวเกย์ ไม่ว่าจะเป็น ภาพเปลือยนายแบบ ชายหนุ่มหน้าตาดีที่มาทำงานเป็นเด็กออฟในบาร์ การเปิดซาวน่าเพื่อให้เกย์เข้าไปปลดปล่อยความต้องการทางเพศ ซึ่งมีทั้งเป็นคู่และเป็นหมู่ การหาเซ็กส์ในอินเตอร์เน็ตและสมาร์ทโฟน รวมถึงการจัดปาร์ตี้ยาไอซ์พร้อมกับการเล่นเซ็กส์หมู่ รูปแบบการใช้ชีวิตดังกล่าวนี้ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนภายใต้วัฒนธรรมบริโภค ซึ่งนำเซ็กส์มาเป็นสินค้าจนกลายเป็นแบบอย่างที่เกย์กระแสหลักนำไปเป็นแบบแผนการดำเนินชีวิต
เมื่อเกย์ไทยใช้เซ็กส์และกามารมณ์เป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมและการสร้างกลุ่มเพื่อน ดังนั้น “เซ็กส์” ของเกย์จึงมิใช่แค่การมีเพศสัมพันธ์ แต่เป็นเครื่องมือตอกย้ำอัตลักษณ์เกย์ และความสำราญทางเพศระหว่างคนเพศเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ เซ็กส์เพื่อการมีอัตลักษณ์จึงเป็นวัฒนธรรมกระแสหลักที่เกย์ทั้งหลายเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตผ่านเรื่องเซ็กส์ และก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ในชุมชนเกย์ เกย์ไทยที่อาศัยในเมืองก็มีกิจกรรมทางเพศอย่างอิสระเสรีโดยไม่ต้องคำนึงถึง “เซฟเซ็กส์” จนกระทั่งต้นทศวรรษ 2530 กลุ่มเส้นสีขาวและกลุ่มภราดรภาพยับยั้งโรคเอดส์แห่งประเทศไทย เข้ามาทำงานรณรงค์ป้องกันเอดส์ในสถานประกอบการของเกย์ นับตั้งแต่นั้น คำว่า “เอดส์” ก็กลายเป็นคำที่แพร่หลายในชุมชนเกย์ และดูเหมือนกลายเป็นของคู่กันที่สังคมมีความเข้าใจว่าเกย์กับเอดส์เป็นเรื่องที่แยกจากกันไม่ได้ แต่การอยู่คู่กันนี้เหมือนกับเป็นความลักลั่นที่มีหลายสิ่งหลายอย่างเดินสวนทางกัน
บทความนี้ต้องการอธิบายให้เห็นว่าเมื่อสถาบันสุขภาพของรัฐไทยนำความคิดเรื่อง Safe Sex มาใช้และมองเกย์เป็นกลุ่ม “ประชากรเสี่ยง” ส่งผลให้เกิดกิจกรรมและโครงการต่างๆที่องค์กรเกย์เข้ามาดำเนินงานเพื่อที่จะทำให้เกย์เปลี่ยนพฤติกรรมทางเพศ รู้จักใช้ถุงยางอนามัย รักเดียวใจเดียว และเลิกส่ำส่อนทางเพศ สิ่งเหล่านี้มีเป้าหมายที่จะลดการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ในกลุ่มเกย์ หากดูโดยภาพรวมแล้วดูเหมือนจะเป็นการทำงานที่น่าสนับสนุนและช่วยทำให้เกย์มีชีวิตที่ดีขึ้น แต่มองลึกลงไปแล้วจะพบว่าการป้องกันเอดส์ในชุมชนเกย์ไทยถูกครอบงำด้วยวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ ซึ่งมองข้ามมิติของอารมณ์ความรู้สึก มองเซ็กส์ของเกย์เป็นเพียง “พฤติกรรมเสี่ยง” มากกว่าที่จะเข้าใจในมิติทางวัฒนธรรม ซึ่งมองเห็นเซ็กส์ของเกย์ในฐานะเป็นระบบความหมายของการมีตัวตน การรณรงค์ป้องกันเอดส์ตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมาจึงเป็นเพียงการทำงานตามระบบ เน้นข้อมูลเชิงสถิติแบบระบาดวิทยา และการทำให้เกย์เข้าสู่กระบวนการตรวจเลือดให้มากที่สุด แต่ยิ่งรณรงค์ก็ดูเหมือนจะยิ่งไม่เข้าใจ เพราะอัตราการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ในกลุ่มเกย์ยังคงเพิ่มสูงขึ้น กระบวนทัศน์ดังกล่าวนี้เน้นให้เกย์มีความรู้เกี่ยวกับเอดส์ แต่ความรู้ไม่ได้ทำให้เกย์เลิกที่จะมีเซ็กส์ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะทบทวนจตรวจสอบการทำงานเอดส์ในชุมชนเกย์ทั้งระบบ เพื่อที่จะเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ในการทำงานที่ต้องเข้าใจวัฒนธรรมทางเพศในชุมชนเกย์ในฐานะที่เป็น “แกนกลาง” ในการวิเคราะห์ มิใช่เป็นเพียงองค์ประกอบที่ไปเติมเต็มให้กับความรู้แบบวิทยาศาสตร์
คิดใหม่เกี่ยวกับเรื่องเซ็กส์ในชุมชนเกย์ไทย
พัฒนาการของรูปแบบและพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ของเกย์ไทย ดำเนินไปควบคู่กับการเติบโตของวัฒนธรรมบริโภคที่นำเซ็กส์มาเป็นสินค้าซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ทศวรรษ 2510 แต่ในระยะแรกๆ สังคมเกย์ไทยยังไม่เปิดเผย และเกย์ไม่กล้าแสดงออก ผู้ชายที่รู้สึกรักเพศเดียวกันยังคงรักษาภาพพจน์ความเป็นชายเอาไว้ และอาจไปหาคู่นอนในสวนสาธารณะ ห้องน้ำสาธารณะ หรืออาจจะแอบไปหาซื้อบริการทางเพศจากเด็กหนุ่มๆในบาร์เกย์ซึ่งยังมีไม่มากนัก ในช่วงทศวรรษ 2510-กลางทศวรรษ 2520 มีบาร์เกย์ในกรุงเทพฯประมาณ 15 แห่ง และหลังจากมีนิตยสารเกย์ “มิถุนา” ผลิตในปี 2527 บาร์เกย์หลายแห่งเพิ่มจำนวนมากขึ้น จนถึงปี 2532 มีบาร์เกย์กระจายทั่วกรุงเทพฯประมาณ 60 แห่ง ปัจจุบันในปี 2554 สถานประกอบการสำหรับเกย์ในกรุงเทพฯมีประมาณ 200-220 แห่ง (ดูเพิ่มเติมใน นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ 2554, น.44-68.) นอกจากนั้น ยังมีเว็บไซต์ที่เกย์เข้าไปหาคู่นอนและหาเซ็กส์อีกจำนวนมากไม่ต่ำกว่า 100 เว็บไซต์ โดยเฉพาะในยุคเทคโนโลยีสื่อสารดิจิตอลและสมาร์ทโฟน ช่วยทำให้เกย์สามารถเข้าถึงเซ็กส์และสะดวกต่อการนัดคู่ขาและกลุ่มเพื่อนเพื่อการมีเซ็กส์ สิ่งเหล่านี้เป็นความซับซ้อนและหลากหลายของชีวิตทางเพศของเกย์ไทย
ชายคนหนึ่งที่มีความปรารถนาทางเพศต่อคนเพศเดียวกัน ทั้งที่นิยามตัวเองเป็นเกย์และไม่นิยามตัวเอง ย่อมจะมีวิธีการแสดงออกและแสวงหาช่องทางปลดปล่อยอารมณ์ทางเพศในแบบของตัวเอง เริ่มตั้งแต่กับคนในครอบครัว เครือญาติ เพื่อนบ้าน คนรู้จัก เพื่อนในโรงเรียน ในที่ทำงาน ไปจนถึงหาคนแปลกหน้าในสวนสาธารณะ สนามกีฬา สระว่ายน้ำและสวนหย่อมริมถนน เรื่อยไปจนถึง ในโรงหนังชั้นสอง ห้องน้ำในห้างสรรพสินค้าหรือในสถานีขนส่งต่างๆ ถ้าเป็นผู้ที่มีรายได้หรือมีฐานะก็จะเข้าไปซื้อบริการทางเพศจาก “เด็กออฟ” ในบาร์ หรือ เด็กหนุ่มที่ขายบริการในย่านสวนลุมพีนี หรือวังสราญรมย์ เรื่อยไปจนถึงในร้านอาหาร คาราโอเกะ และผับต่างๆ นอกจากนั้น เกย์ที่มีรายได้อาจหาความสุขจากสถานบริการประเภทสปาที่มีอยู่จำนวนมาก เพราะมีผู้ชายรูปร่างหน้าตาดีจะมาบริการนวดร่างกายและมีเซ็กส์ สถานที่เที่ยวที่ไม่แพงมากนักอย่างซาวน่า ได้รับความนิยมมาก เพราะเกย์คนหนึ่งสามารถเลือกคนที่จะมีเซ็กส์ได้หลายคน ในซาวน่า เกย์จะต้องเปลือยกายหรือนุ่งกางเกงใน บางวันอาจมีกิจกรรมเซ็กส์หมู่ “ชักว่าวหมู่” หรือเซ็กส์โชว์
พื้นที่ในสื่อก็เป็นที่ที่เกย์สามารถหาความสุขทางเพศได้เช่นกัน ตั้งแต่ซื้อหนังสือโป๊เปลือยและหนังโป๊ไปดูในห้องส่วนตัว เข้าไปในอินเตอร์เน็ตเพื่อแช็ตหาคู่ ถ้าถูกใจก็นัดเจอและมีเซ็กส์กัน รวมทั้ง บางกลุ่มอาจนัดจัดปาร์ตี้เซ็กส์ในหลายรูปแบบ เช่น ใช้ยาไอซ์หรือรู้จักในนาม “ไฮ” หรือ “เย็น” ปาร์ตี้ “เสียบสดแตกใน” ที่รวมตัวของเกย์ที่ชอบมีเซ็กส์แบบไม่ใช่ถุงยางอนามัย และมีความสุขกับการได้หลั่งน้ำอสุจิในช่องทวารหนัก บางคนนัดไปมีเซ็กส์เอ้าท์ดอร์หรือในพื้นที่สาธาณะ บางคนเข้าไปโหลดหนังโป๊และคลิปโป๊ในอินเตอร์เน็ต หรือเข้าไปเล่นแคมฟร็อกเพื่อที่จะดูเกย์คนอื่นโชว์เซ็กส์ หรือโชว์องคชาต การใช้สื่ออินเตอร์เน็ตปัจจุบันง่ายและรวดเร็วมากขึ้นเพราะสามารถเล่นในสมาร์ทโฟน ทำให้การหาคู่หรือหาเซ็กส์เป็นไปอย่างเข้มข้นตลอด 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม เซ็กส์ออนไลน์อาจเหมาะสำหรับคนที่ยังไม่กล้าเปิดเผยตัวตนในชีวิตประจำวัน อินเตอร์เน็ตจึงช่วยให้พวกเขาระบายความต้องการทางเพศ เช่น เข้าไปชักว่าวกับเพื่อนในแคมฟร็อก หรือเซ็กส์โฟนทางโทรศัพท์ สำหรับเกย์ที่เปิดเผยตัวเองอาจใช้ทั้งสื่อออนไลน์และพื้นที่ทางกายภาพ กล่าวคือ เกย์นักเที่ยวทั้งหลายมักจะนิยมใช้ชีวิตราตรีกับเพื่อนและคู่ขา เช่น เที่ยวผับ บาร์ ดิสโก้เธค และเข้าร่วมกิจกรรมบันเทิงในสถานบริการต่างๆ เกย์นักเที่ยวอาจหาคู่ในสถานที่เหล่านี้และเปลี่ยนคู่นอนไปตามช่องทางการหาคู่ เช่น ปิ๊งกันในผับและเข้าไปมีเซ็กส์ในห้องน้ำ หรือแลกเบอร์มือถือ แลกพินบีบีเพื่อที่จะนัดไปมีเซ็กส์ในห้องนอนของคู่ขา อาจกล่าวได้ว่า พื้นที่ของการหาเซ็กส์ของเกย์ปรากฎอยู่ในรูปแบบต่างๆ หลายพื้นที่มีการซ้อนทับกันระหว่างพื้นที่ในสถานประกอบการกับพื้นที่ออนไลน์ รวมทั้ง เกย์ที่มีแบบแผนชีวิตต่างกันก็อาจเจอกันได้ภายใต้พื้นที่เหล่านั้น
ท่ามกลางเซ็กส์ที่ง่าย รวดเร็วและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เรื่องที่ทำความเข้าใจได้ยากที่สุดคือ บริบทของการเปลี่ยนคู่นอนและรูปแบบการมีเซ็กส์ สิ่งเหล่านี้เป็นประสบการณ์ส่วนตัวและไม่มีมาตรฐานเดียวกัน เกย์ที่ชอบเปลี่ยนคู่ หรือต้องการมีเซ็กส์กับคนที่ไม่ใช่คนรักมักจะถูกมองด้วยทัศนคติเชิงลบ แต่ในกลุ่มเกย์ พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรือน่าตำหนิแต่อย่างใด ดังนั้นการพูดเรื่องเซ็กส์ของเกย์จึงเป็นเรื่องปกติวิสัยและช่วยสร้างความสนิทสนมและความใกล้ชิดกัน อย่างไรก็ตาม ความพอใจในเรื่องเซ็กส์ ก็เหมือนกับความพอใจในการกินอาหาร รูปแบบและวิธีการของการมีเซ็กส์ก็เหมือนกับภาชนะใส่อาหาร สิ่งเหล่านี้ไม่ถูกพูดถึงในการทำงานป้องกันโรคเอดส์ นอกจากมองแต่การควบคุมมิให้เกย์แสดงความพอใจในเรื่องเซ็กส์ เช่น ให้ใช้สติปัญญามากกว่าอารมณ์ พยายามทำให้เกย์ใช้ถุงยางอนามัยโดยปราศจากการทำความเข้าใจบริบทของการแสดงอารมณ์ทางเพศในขณะที่เกย์มีเซ็กส์ พยายามทำให้เกย์เชื่อว่าตนเองเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ มากกว่าที่จะทำให้เกย์เห็นคุณค่าในตัวเองระหว่างแสดงอารมณ์ทางเพศ พยายามทำให้เกย์มองดูสุขภาพร่างกายของตนเอง (ไม่เจ็บป่วย) มากกว่าที่จะทำให้เกย์เข้าใจอำนาจของวัฒนธรรมบริโภคที่เข้ามาครอบงำเรื่องเซ็กส์ ในชีวิตประจำวัน แนวทางการป้องกันเอดส์ดังกล่าวนี้ลดทอนมิติทางวัฒนธรรมให้เหลือเพียงเรื่องทางวัตถุที่มีแต่อวัยวะร่างกายของมนุษย์เท่านั้น
เรื่องที่น่าคิดก็คือ การตระหนักถึงเซ็กส์ที่ปลอดภัย อาจจะไม่ใช่เรื่องสำคัญของเกย์ นอกจากเรื่องของการหาความสุขจากการได้มีเซ็กส์ ปัญหาในการทำงานเอดส์ในชุมชนเกย์ ก็คือ มักจะทำให้ความปลอดภัยอยู่เหนือความสุขทางเพศ และพยายามจะแยกสองสิ่งนี้ออกจากกัน ดังนั้น การทำงานป้องกันเอดส์ในชุมชนเกย์ควรจะมองว่าเซ็กส์ของเกย์จากประสบการณ์ มากกว่ามองเซ็กส์ในแง่กายภาพ ซึ่งเห็นแต่อวัยวะเพศและการหลั่งน้ำอสุจิ ควรจะมองว่าเซ็กส์ของเกย์เป็นรูปแบบของการสร้างความหมายผ่านสรีระและเรือนร่างของความเป็นชาย หลังจากนั้นควรทำความเข้าใจว่ามีอำนาจและความไม่เท่าเทียมของการสร้างความหมายแบบไหนที่ทำให้เกย์นำสรีระมาแสวงหาประโยชน์โดยมีเซ็กส์เป็นเครื่องมือ เช่น ความไม่เท่าเทียมระหว่างร่างที่สมส่วนกับร่างที่ผอมเกินไป หรืออ้วนเกินไป ความเหนือกว่าของเกย์ที่หน้าตาดี ความด้อยกว่าของเกย์ที่หน้าตาไม่ดี ขนาดขององคชาตที่ใหญ่กว่าจะได้รับความสนใจมากกว่า เซ็กส์หมู่บางแบบทำให้เกย์ที่เป็นฝ่ายรับเสียเปรียบ ปาร์ตี้เซ็กส์ที่มีการเสพยาทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมระหว่างเกย์ที่เมายาและไม่เมายา รวมทั้งเกย์ที่แสดงออกแบบผู้ชายหรือเป็นแมน จะได้รับความนิยมมากกว่าเกย์ที่แสดงความเป็นหญิงหรือ “เป็นสาว” ความไม่เท่าเทียมเหล่านี้จะส่งผลต่อการแสดงความสัมพันธ์ทางเพศ การหาคู่ และรูปแบบของการมีเซ็กส์
เซ็กส์ของเกย์จึงมิใช่แค่การแสดงลีลารุกหรือรับ หรือการสำเร็จความใคร่ หากแต่ยังเป็นเรื่องของอำนาจ ที่สร้างการแบ่งแยกกีดกัน และความไม่เท่าเทียม ซึ่งครอบงำรูปแบบและวิธีการของการมีเพศสัมพันธ์ มีอิทธิพลต่อการสร้างกลุ่มและเครือข่ายของเซ็กส์ ซึ่งโยงเข้าหาการสร้างภาพลักษณ์ ฐานะ ชนชั้น การศึกษา และสถานะทางสังคมที่เกย์แต่ละคนมีต้นทุนไม่เท่ากัน หากการป้องกันเอดส์ไม่เข้าใจอำนาจเหล่านี้ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะทำงานป้องกันเอดส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยุคกุลเกย์ และการทำให้เกย์กลัวเอดส์ ปี 2531-2538
ย้อนกลับไปในปี 2528 การเคลื่อนไหวด้านสุขภาพของเกย์ไทยเกิดขึ้นครั้งแรกโดยนิตยสาร มิถุนา ซึ่งร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เชิญชวนให้ชาวเกย์ไปตรวจเลือดภายใต้โครงการรณรงค์ป้องกันโรคเอดส์ของรัฐบาล เพราะช่วงเวลานั้นชาวเกย์ถูกมองว่าเป็น “กลุ่มเสี่ยง” และเป็นผู้แพร่เชื้อเอชไอวี ในปี 2527 เป็นปีที่ประเทศไทยพบผู้ป่วยเอดส์รายแรกซึ่งมีพฤติกรรมแบบชายรักชาย การแพร่ระบาดของโรคเอดส์ในระยะแรกๆแพร่อยู่ในหมู่เกย์ซึ่งทำให้สังคมคิดว่าเอดส์เป็น “โรคของเกย์” ต่อมาในปี 2530 มีการเปิดคลีนิกสุขภาพชายที่สีลมซึ่งมีบริการตรวจสุขภาพ และให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ หรือ AIDS Hotline นอกจากนั้นยังเกิดกลุ่มสายสีม่วงของนที ธีระโรจนพงษ์ ร่วมกับบรรณาธิการนิตยสารเกย์ 5 ฉบับ เพื่อรณรงค์ให้เกย์ประพฤติตัวเป็นคนดี หรือ “กุลเกย์” และไม่ส่ำส่อนทางเพศ
ในปี 2531 นทีพยายามทำงานร่วมกับเจ้าของบาร์เกย์หลายแห่ง และตั้งกลุ่มเกย์สร้างสรรค์แห่งประเทศไทย เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์ในสถานประกอบการ ซึ่งนทีได้รับการสนับสนุนจากองค์กรเอดส์จากสหรัฐอเมริกา จนกระทั่งทนีได้ตั้งกลุ่มภราดรภาพยับยั้งโรคเอดส์แห่งประเทศไทย หรือ Fraternity for AIDS Cessation in Thailand หรือ FACT นทีอธิบายว่าจุดประสงค์ของการตั้งกลุ่มนี้ มี 3 ประการ คือ 1 ต้องการให้เกย์ที่ดีมีคุณภาพเข้ามาทำงานช่วยเหลือสังคม 2 ต้องการลบภาพที่ไม่เหมาะสมออกไปจากสังคมเกย์ และ 3 ต้องการสร้างกลุ่มเกย์ที่ทำงานที่เป็นประโยชน์ และเป็นกระบอกเสียงให้กับเกย์ที่ดี กิจกรรมของกลุ่มนี้จะใช้คณะละครเส้นสีขาว สายสีม่วงเป็นสื่อรณรงค์ป้องกันโรคเอดส์ในบาร์ ซาวน่า และสถานบันเทิง รวมทั้งในสถานศึกษาในเขตกรุงเทพฯ มีการมอบรางวัลถุงยางทองคำ (Golden Condom Award) และประกาศนียบัตรให้กับสถานประกอบการที่ร่วมมือโดยส่งเด็กบาร์มาเข้าร่วมอบรมเกี่ยวกับความรู้โรคเอดส์ ซึ่งบาร์ที่เข้าร่วมอบรมจะได้รับประกาศนียบัตร นอกจากนั้น มีการออกจุลสาร “กุลเกย์” ในปี 2532 เพื่อเป็นช่องทางรายงานความเคลื่อนไหวการทำงานของกลุ่มภราดรฯ และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับเกย์ ดังคำกล่าวที่ว่า “เราต้องเป็นเกย์ที่มีคุณธรรม มีเหตุมีผล และเป็นคนดี ให้สมกับเป็นกุลเกย์ของชาติ” รวมทั้งมีการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์เพื่อเป็นช่องทางสื่อสารเกี่ยวกับความรู้เรื่องสุขภาพของชาวเกย์
จุลสารกุลเกย์ ถือเป็นสื่อสิ่งพิมพ์แรกของเกย์ที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการป้องกันตัวจากโณคเอดส์ การส่งเสริมให้เกย์มีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย และให้ความรู้เกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พร้อมกับการแนะนำการใช้ชีวิตที่มีคุรภาพเพื่อให้เกย์สามารถภูมิใจในอัตลักษณ์ทางเพศของตนและไม่ทำให้สังคมเดือดร้อน จุลสารกุลเกย์ยังเปรียบเหมือนเครื่องมือการทำงานของกลุ่มภรากรภาพฯ เพราะมีการรายงานกิจกรรมต่างๆที่กลุ่มได้ปฏิบัติในสถานที่ต่างๆ นอกจากนั้น กลุ่มภรากรภาพฯยังนำเสนอข้อมูลข้อสารเกี่ยวกับโรคเอดส์และกิจกรรมรณรงค์ป้องกันโรคเอดส์ในนิตยสารเกย์อื่นๆ ได้แก่นิตยสารมิถุนา และนิตยสารมิดเวย์ โดยนิตยสารมิดเวย์จะมีคอลัมน์ชื่อเอดส์ไม่เอดส์หนูไม่สนกระนั้นหรือ ส่วนนิตยสารมิถุนา จะมีบทความ สกู๊ป และคอลัมน์ของนที ธีระโรจนพงษ์ นิตยสารเหล่านี้ทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับเอดส์แพร่หลายในหมู่เกย์อย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นช่องทางที่สำคัญก่อนที่จะมีอินเตอร์เน็ตในเวลาต่อมา รวมถึงเป็นที่ให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพสำหรับเกย์ เกย์สามารถขอรับถุงยางอนามัยได้ฟรี และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพและสถานบริการตรวจสุขภาพที่คลีนิคสุขภาพชาย ที่ถนนพัฒน์พงษ์
กิจกรรมของกลุ่มภราดรภาพฯ นอกจากจะใช้นักแสดงเพื่อเล่นละครที่มีเนื้อหารณรงค์โรคเอดส์แล้ว ยังอาศัยอาสาสมัครเข้ามาช่วยงาน ไมว่าจะเป็นการแจกถุงยางอนามัย แจกแผ่นพับที่ให้ความรู้เรื่องโรคเอดส์ อาสาสมัครเหล่านี้จะลงพื้นที่หลายแห่ง เช่น สวนลุมพินี วังสราญรมย์ สนามหลวง สวนจตุจักร ตลาดหมอชิต หัวถนนสีลม และสถานีรถไฟหัวลำโพง กิจกรรมของกลุ่มภราดรฯ ได้รับการยอมรับจากองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ เพราะประสบความสำเร็จในการรณรงค์ให้ความรู้โรคเอดส์และการมีเพศสัมพันธ์แบบปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง กลุ่มภราดรภาพฯได้รับเชิญให้ไปดูงานและจัดการแสดงในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ฯลฯ
ปี 2532 ซึ่งเป็นปีเริ่มต้นของกลุ่มภราดรภาพฯ สถิติการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ในกลุ่มเกย์มีประมาณ 0.5 % และผู้ป่วยเอดส์ที่เป็นเกย์มีทั้งสิ้น 26 ราย ต่อมาในปี 2536 อัตราการติดเชื้อในกลุ่มเกย์เพิ่มเป็น 1.2 % การแพร่ระบาดของโรคเอดส์ในช่วงพ.ศ.2527-2529 กระทรวงสาธารณสุขอธิบายว่าเป็นระลอกที่หนึ่งคือ ผู้ติดเชื้อเอดส์ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย ซึ่งเป็นกลุ่มเกย์ไทยที่มีเพศสัมพันธ์กับเกย์ต่างชาติ ส่วนระลอกที่สอง พ.ศ.2530-2533 แพร่ระบาดในกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดและหญิงค้าบริการทางเพศ และตั้งแต่ปี 2532 เป็นต้นมาการแพร่ระบาดก็กระจายไปทุกกลุ่ม ในช่วงทศวรรษ 2530 นโยบายการป้องกันเอดส์ของรัฐบาลจึงมุ่งไปที่กลุ่มหญิงค้าบริการทางเพศ และกลุ่มชายที่เป็นนักเที่ยวมากกว่ากลุ่มอื่นๆ สำหรับในกลุ่มเกย์ รัฐยังไม่มีนโยบายที่เฉพาะเจาะจงเหมือนในช่วงทศวรรษ 2540-2550
อาจกกล่าวได้ว่าในยุคของกุลเกย์และการป้องกันโรคเอดส์ สิ่งที่เกิดขึ้นกับสังคมเกย์คือการส่งเสริมให้เกย์ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ไม่ส่ำส่อนทางเพศ รักเดียวใจเดียว รู้จักการป้องกันตนเองจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และมีพฤติกรรมที่เหมาะสมในฐานะเป็นสมาชิกคนหนึ่งในสังคม และการเคลื่อนไหวด้านสุขภาวะทางเพศของกลุ่มภราดรภาพฯ ก็มิใช่เป็นเพียงการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์ในชุมชนเกย์เท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับเกย์ อย่างไรก็ตาม ทศวรรษ 2530 ถือได้ว่าเป็นยุคเริ่มต้นของวัฒนธรรมบริโภคของเกย์ไทย ที่ช่วยเปิดพื้นที่ในการแสดงอัตลักษณ์ทางเพศ และช่วยให้เกย์ไทยได้มีชุมชนของตัวเองที่ชัดเจน แต่ คนทำงานเอดส์ยังมองไม่เห็นบริบทดังกล่าวนี้ ส่งผลให้แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการทำให้เกย์เปลี่ยนพฤติกรรมทางเพศ และใช้ถุงยางอนามัย
ยุคนักกิจกรรมเกย์พิชิตเอดส์ ปี 2542-2550
หลังจากที่นที ธีระโรจนพงษ์และกลุ่มภรารดรภาพฯ ค่อย ๆ ลดบทบาทการทำงานลงไปในช่วงปลายทศวรรษ 2530 สถานการณ์เอดส์ก็ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ทางสังคม และเป็นแรงจูงใจที่สำคัญที่ทำให้ชาวเกย์ออกมาพูดถึงปัญหาสุขภาพของตนเอง ผู้ที่มีบทบาทสำคัญ 2 ท่านคือ อาจารย์วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ และคุณกมลเศรษฐ์ เก่งการเรือ นักสังคมสงเคราะห์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ทำหน้าที่ดูแลคลีนิกผู้ติดเชื้อ HIV/AIDS เป็นที่ปรึกษา คลินิกนิรนาม สภากาชาดไทย เป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนชื่อ “ชมรมเพื่อนวันพุธ” ซึ่งมีลักษณะเป็น self-help group รูปแบบการช่วยเหลืออยู่ในระดับปัจเจกบุคคล การให้บริการแบบตัวต่อตัว กลุ่มเพื่อน ๆ ของกมลเศรษฐ์มารวมตัวให้เพื่อพูดคุยถึงปัญหาชีวิตของแต่ละคน มีการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพ ความรู้เกี่ยวกับเอชไอวี/เอดส์ การป้องกันตัวจากการติดเชื้อ การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย การดูแลรักษาตัวเองเมื่อรู้ว่าติดเชื้อแล้ว ให้คำแนะนำเกี่ยวกับสถานพยาบาลและการใช้ยา การให้กำลังใจซึ่งกันและกัน รวมถึงการส่งเสริมอาชีพของเกย์ เพื่อให้เกย์มีรายได้และอยู่ในสังคมได้
กมลเศรษฐ์ร่วมมือกับอาจารย์วิโจน์ จัดการเสวนาหัวข้อ “เสวนาปัญหาเกย์” ในปี 2542 การเสนาครั้งนี้มีแนวคิดที่จะจัดตั้งกลุ่มที่ชื่อ “เส้นทางสายรุ้ง” เพื่อทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสารความรู้เกี่ยวกับเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ในชุมชนคนรักเพศเดียวกัน และมีความพยายามที่จะขยายขอบเขตการทำงานไปสู่ชุมชนเกย์ที่กว้างขึ้น ในปี พ.ศ.2543 กมลเศรษฐ์ไปร่วมประชุม HIV and Sexuality Transgender and HIV/AIDS Workshop ในประเทศปากีสถาน ทำให้ได้พบองค์กรคนรักเพศเดียวกันที่เข้มแข็งหลายองค์กรในต่างประเทศ กมลเศรษฐ์จึงมีความคิดที่จะจัดตั้งกลุ่มทำงานชื่อว่า “กลุ่มฟ้าสีรุ้ง” ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย การทำงานในลักษณะองค์กรนำไปสู่การจัดระบบงาน การแสวงหาทุน การสร้างเจ้าหน้าที่ การแสวงหาความร่วมมือ และการสร้างกิจกรรมเพื่อชุมชนเกย์ ในช่วงนี้สมาคมฟ้าสีรุ้งได้สร้างคนทำงานที่ใช้กิจกรรมเป็นเครื่องมือในการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องเอชไอวีเอดส์ คนทำงานจึงมีลักษณะเป็น “นักกิจกรรม” เน้นการให้ความรู้พร้อมกับความสนุกสนานเป็นกันเอง ใช้หลักความเป็นเพื่อนเพื่อสร้างความสนิทสนม
กิจกรรมที่มีความสำคัญมาก คือ “ค่ายทักษะชีวิตพิชิตเอดส์” ผลลัพธ์ที่เกิดจากกิจกรรมนี้คือ การสร้างหลักสูตรเกี่ยวกับความรู้โรคเอดส์ และสร้างคนทำงานเพื่อเป็นอาสาสมัครในการให้ความรู้โรคเอดส์ ค่ายดังกล่าวนี้เป็นเครื่องมือที่ทำให้สมาคมฟ้าสีรุ้งขยายฐานการทำงาน และกำลังคนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงเดียวกันนี้เกิดองค์กรบางกอกเรนโบว์จัดตั้งโดยนิกร อาทิตย์ ซึ่งทำงานในลักษณะเดียวกับสมาคมฟ้าสีรุ้ง เน้นการจัดกิจกรรมค่ายให้ความรู้โรคเอดส์ เช่น ค่ายวัยใส และค่าย Love Trip รักสดใสหัวใจสีขาว เป็นต้น ต่อมาในปี พ.ศ.2546 มีการวิจัยพบว่าเชื้อเอชไอวีกำลังแพร่ระบาดในกลุ่มชายรักชายมากขึ้น สถิติการติดเชื้อเอชไอวีของชายรักชายเพิ่มสูงขึ้นเป็น 17.8% การสำรวจในปี 2548 เพิ่มเป็น 28.3 % จากตัวเลขนี้ทำให้หน่วยงานรัฐหันมาทุ่มงบประมาณในการป้องกันเอดส์ในกลุ่มเกย์มากขึ้น
ในช่วงนี้ องค์กรเกย์ได้ถูกผนวกเข้าไปอยู่กับแผนเอดส์ชาติซึ่งเริ่มในปี 2546 หลังจากที่องค์การสหประชาชาติประกาศปฏิญญาว่าด้วยพันธกรณีเรื่องโรคเอดส์ หรือ Declaration of Commitment on HIV/AIDS ทำให้วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์มีอิทธิพลต่อนักกิจกรรมเกย์อย่างเลี่ยงไม่ได้ ผลงานขององค์กรเกย์จึงเต็มไปด้วยกิจกรรมและสื่อที่เกี่ยวกับเรื่องสุขภาวะทางเพศและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แกนนำและนักกิจกรรมที่เกิดจากการทำงานแนวนี้จึงเป็นผลผลิตของความรู้แบบวิทยาศาสตรืและระบาดวิทยา โดยเฉพาะการสร้างวิทยากรผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับเอชไอวีเอดส์ หรือ Popular Opinion Leaders (POL) เพื่อให้เป็นผู้นำความคิด และสื่อสารกับกลุ่มเกย์ให้ลดพฤติกรรมเสี่ยง
ยุคสูตรสำเร็จของเกย์กับเอดส์ ปี 2551-ปัจจุบัน
หลังจากที่มีการสำรวจสถิติอัตราการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ในกลุ่มเกย์ในปี 2550 ทำให้พบว่าชาวเกย์มีอัตราการติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 30.7 ถือว่าเพิ่มขึ้นจากปี 2546 ซึ่งมีเพียงร้อยละ 17.8 และล่าสุดในการสำรวจปี 2553 พบว่าการติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็น 31.1 % สถิตินี้ทำให้กระทรวงสาธารณสุขต้องหันมารณรงค์ป้องกันโรคเอดส์ในกลุ่มเกย์อย่างจริงจังมากกว่าเดิม โดยให้สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทยสร้างเครือข่ายชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย หรือ Men Who Have Sex With Men (MSM) ขึ้นในปี 2551 เพราะคิดว่าถ้าองค์กรเล็ก ๆ ที่ทำงานเกี่ยวกับเกย์รวมกลุ่มกันจะมีพลังในการของบประมาณ เครือข่ายนี้อาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐและองค์กรเกย์หลายแห่ง ได้แก่ สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย องค์กรบางกอกเรนโบว์ โครงการเพื่อชายรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพ (Mplus) มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ เดอะพอส โฮมเซ็นเตอร์ บ้านสีม่วงเชียงใหม่ กลุ่มสายรุ้งราชบุรี ศูนย์ซิสเตอร์พัทยา ชมรมฟ้าสีรุ้งอีสานใต้ (อุบลราชธานี) กลุ่มบอยเฟรนด์ (นครราชสีมา) กลุ่มเอ็มเฟรนด์(อุดรธานี) กลุ่มเอ็มรีช (ขอนแก่น) กลุ่มพลังสีม่วง (พัทลุง) และอันดามันพาวเวอร์ภูเก็ต เครือข่ายนี้มีสมาคมฟ้าสีรุ้งเป็นแกนนำซึ่งจะเป็นองค์กรที่รับทุนหลักเพื่อกระจายไปยังองค์กรในเครือข่ายในการทำงานเกี่ยวกับโรคเอดส์ เพราะแหล่งทุนปัจจุบันจะให้กลุ่มเป้าหมายรวมตัวเป็นเครือข่ายเพื่อทำให้งานมีประสิทธิภาพและมีเอกภาพมากขึ้น งบประมาณแรกที่เครือข่ายได้รับมาจากศูนย์ประสานงานพัฒนารูปแบบและกลไกรณรงค์ป้องกันเอดส์ (ศรอ.)
สมาคมฟ้าสีรุ้งในฐานะเป็นผู้นำเครือข่าย MSM จึงมีบทบาทสำคัญมากในยุคนี้ เพราะทำหน้าที่เป็นผู้เจรจากับหน่วยงานภาครัฐในการให้ข้อมูลข่าวสารและการทำงานรณรงค์ป้องกันโรคเอดส์และลดการติดเชื้อเอชไอวีในกลุ่มชายรักชาย ซึ่งได้แก่ ชาวเกย์ กะเทย สาวประเภทสอง และชายขายบริการทางเพศ ทุนที่ได้รับจะมาจากองค์กรของรัฐและหน่วยงานต่างประเทศ ได้แก่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักโรคเอดส์ วัณโรคและโรคติดต่อางเพศสัมพันธ์ ศูนย์วิจัยโรคเอดส์สภากาชาดไทย ศูนย์ความร่วมมือไทย-สหรัฐด้านสาธารณสุข องค์การยูเนสโก USAID, Regional Development Mission, Family Health International (FHI), Asia Regional Program, Population Service International และ Pact นอกจากนั้นสมาคมฟ้าสีรุ้งยังร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร และศูนย์ความร่วมมือไทย-สหรัฐด้านสาธารณสุขเพื่อทำการสำรวจสถิติการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ในกลุ่มชายรักชายเพื่อชี้ให้เห็นปัญหาสุขภาพในกลุ่มเกย์ เพื่อได้ข้อมูลสำหรับอ้างอิงในการของบประมาณมาทำงานรณรงค์ป้องกันโรคเอดส์ เพราะเมื่อภาครัฐเห็นตัวเลขการติดเชื้อของกลุ่มเกย์ รัฐก็จะหันมาสนใจมากขึ้น
ปัจจุบันเงินทุนหลักที่เข้ามาสนับสนุนการทำงานด้านสุขภาวะทางเพศในกลุ่มชายรักชาย มาจากกองทุนโลกหรือ Global Fund กองทุนนี้มาจากบริษัทเชฟรอน คอร์ปอเรชั่น ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งบริจาคเงินเพื่อการทำงานป้องกันโรคเอดส์ โดยเริ่มบริจาคมาตั้งแต่ปี 2551 กองทุนนี้ผ่านมาทางกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจะกระจายทุนไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ในส่วนของกลุ่มเกย์จะมีสมาคมฟ้าสีรุ้งเป็นผู้รับทุนหลัก เป้าหมายของกองทุนนี้คือลดการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ในกลุ่มเสี่ยง 4 กลุ่ม คือ กลุ่มพนักงานบริการหญิง กลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย กลุ่มผู้ใช้ยาเสพติด และกลุ่มแรงงานข้ามชาติ เพื่อให้การทำงานเป็นไปตามเป้าหมายดังกล่าว กรมควบคุมโรคซึ่งรับผิดชอบในกลุ่มชายรักชายจึงเข้ามาควบคุมกระบวนการทำงานของเครือข่าย MSM และองค์กรเกย์ทั้งหลาย ทำให้การเคลื่อนไหวด้านสุขภาวะทางเพศของชาวเกย์ในยุคนี้ถูกประเมินผลตามตัวชี้วัดและมีเรื่องของการบริหารจัดการที่ละเอียดมากยิ่งขึ้น
จะเห็นได้ว่าเมื่อรัฐเข้ามาควบคุมการทำงานขององค์กรเกย์ในมิติของงานสุขภาพ อำนาจการตัดสินใจจึงตกอยู่ที่ผู้ให้ทุนและผู้ที่รับทุนหลักเป็นสำคัญ กรมควบคุมโรคและสมาคมฟ้าสีรุ้งจึงมีอำนาจในการสั่งการและควบคุมการทำงานเกือบทุกขั้นตอน ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามตัวชี้วัดที่ถูกกำหนดมาจากรัฐและยุทธศาสตร์เอดส์แห่งชาติ (2550-2554) ซึ่งต้องการลดจำนวนการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ให้เหลือร้อยละ 50 ภายในปี 2554 ยุทธศาสตร์ดังกล่าวนี้ถือเป็นวาระเร่งด่วนซึ่งรัฐบาลไทยได้ลงนามในสนธิสัญญาภาคีความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้แผนรณรงค์ Universal Access ซึ่งต้องการลดผู้ติดเชื้อฯ รายใหม่ลงครึ่งหนึ่ง ตัวชี้วัดดังกล่าวนี้ยังมีลักษณะเป็นการอิงผลลัพธ์ (Outcome-based) มากกว่าเน้นเชิงกระบวนการทำงาน ส่งผลให้การทำงานเน้นเชิงปริมาณมากกว่ากระบวนการเรียนรู้และการทำความเข้าใจชีวิตทางเพศของชาวเกย์ การทำงานภายใต้กองทุนโลกยังเป็นการสร้างเจ้าหน้าที่ภาคสนามและแกนนำที่จะต้องออกไปพบกับชาวเกย์ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงในสถานบันเทิงต่าง ๆ เพื่อชักชวนและให้ข้อมูลเกี่ยวกับเอชไอวี/เอดส์ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ส่งเสริมให้ใช้ถุงยางอนามัย และส่งต่อกลุ่มเป้าหมายไปยังสถานที่ที่ให้บริการตรวจสุขภาพทางเพศเพื่อให้ชาวเกย์ได้รับการติดตามโดยผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์
เมื่อเป็นเช่นนี้การรณรงค์ป้องกันเอดส์ในกลุ่มชายรักชายขององค์กรเกย์ต่าง ๆ จึงมุ่งที่จะสร้างตัวเลขให้เป็นไปตามตัวชี้วัด แต่ละองค์กรจะแบ่งพื้นที่การทำงานอย่างชัดเจน แต่ในบางกรณี เช่น ถ้ามีซาวน่าเปิดใหม่ องค์กรบางกอกเรนโบว์และสมาคมฟ้าสีรุ้งอาจต้องมาเจรจากันว่าใครจะเข้าไปทำงาน ปัญหาของการแบ่งสัดส่วนพื้นที่ทำงานอาจเป็นภาพสะท้อนที่ชี้ให้เห็นว่าองค์กรที่ใหญ่กว่ามีอำนาจในการเข้าถึงพื้นที่ได้มากกว่า จนทำให้เกิดสภาพแบ่งแยก ทั้ง ๆ ที่แต่เดิมพื้นที่เหล่านี้เป็นชุมชนเกย์ที่ทุกองค์กรสามารถเข้าไปทำงานได้ตลอดเวลา ไม่มีใครเป็นเจ้าของ แต่เมื่อเกิดเครือข่าย MSM แล้ว การแสดงความเป็นเจ้าของ หรือความรู้สึกแบ่งแยกกีดกันก็เกิดตามมา ยุคดังกล่าวนี้ สะท้อนให้เห็นปัญหาในองค์กรที่เป็นศูนย์กลางเครือข่าย โดยเฉพาะเรื่องการปรับเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นองค์กรระดับกลางที่ทำงานในลักษณะตอบสนองเป้าประสงค์และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ไปเป็นการทำงานแบบเครือข่ายที่ต้องเน้นการประสานงานและการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารในฐานะเป็นองค์กรศูนย์กลาง นอกจากนั้น ปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือ คนทำงานในสมาคมฟ้าสีรุ้งยังต้องพัฒนาศักยภาพและความรู้ความสามารถเพื่อที่ยกระดับการทำงานเชิงบริหารและติดต่อกับองค์กรของรัฐและหน่วยงานต่างประเทศ
ท่ามกลางสภาพปัญหาดังกล่าว สิ่งที่เกิดขึ้นในการป้องกันเอดส์ในชุมชนเกย์ในยุคนี้ คือ หนึ่ง การถูกสร้างมาตรฐานและสูตรสำเร็จให้กับการทำความเข้าใจเรื่องเพศของเกย์ โดยที่สมาคมฟ้าสีรุ้งใช้วิธีของตนเองเป็น “แม่แบบ” ให้องค์กรเกย์อื่น ๆ นำไปปฏิบัติตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระเบียบการเบิกจ่ายเงิน รูปแบบของกิจกรรม การอบรม และทำแบบสอบถาม สิ่งเหล่านี้กลายเป็นสูตรสำเร็จซึ่งจะเป็นอันตรายอย่างมากถ้านำไปใช้กับวิธีการทำความเข้าใจพฤติกรรมทางเพศของเกย์ เพราะเรื่องราวชีวิตทางเพศของเกย์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ถ้าใช้คำถามแบบเดิมๆอาจทำให้ไม่เข้าใจพฤติกรรมทางเพศที่ซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้นการสร้างมาตรฐานควรจะจำกัดเฉพาะในส่วนของการบริหารจัดการ มิควรนำไปใช้กับวิธีการได้มาซึ่งความรู้เรื่องเพศ
สอง การให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดเชิงปริมาณมากกว่าสาระในเชิงคุณภาพ กล่าวคือ เมื่อเกิดเครือข่าย MSM แล้ว การทำงานทุกอย่างขององค์กรเกย์จะถูกตรวจวัดจากหน่วยงานราชการซึ่งอาศัยตัวชี้วัดเชิงปริมาณเป็นเกณฑ์ตัดสิน องค์กรเกย์ทั้งหลายจึงมุ่งที่จะทำผลงานให้เป็นไปตามตัวเลขที่กำหนด โดยเฉพาะให้แจกแบบสอบถามให้ครบตามเป้าหมายในระยะเวลาจำกัด ทำให้ละเลยที่จะสนใจกระบวนการทำงานและการพัฒนาคนทำงานที่มีอยู่น้อยมาก การเน้นเชิงปริมาณดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานรัฐมองว่าเกย์เป็น “กลุ่มเสี่ยง” ที่ต้องรีบเร่งลดอัตราการติดเชื้อเอชไอวีให้น้อยลง ซึ่งวิธีการที่นำมาใช้คือการเก็บตัวอย่างให้มากที่สุด ชักชวนให้เกย์เข้าไปตรวจเลือดให้มากที่สุด เพื่อจะทำให้ทราบว่าเกย์ที่มีเชื้อเอชไอวีดำรงชีวิตอยู่มากน้อยแค่ไหน วิธีการในลักษณะนี้ไม่ได้สนใจบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่ชาวเกย์กำลังเผชิญหน้าอยู่
มีอะไรเกิดขึ้น ? เมื่อเกย์ต่อสู้กับเอดส์
1.องค์กรเกย์ถูกผนวกเข้ากับหน่วยงานของรัฐมากขึ้น
ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการป้องกันเอดส์ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรเกย์กับหน่วยงานภาครัฐอย่างเหนียวแน่น เนื่องจากรัฐให้ความสำคัญกับปัญหาเอดส์เป็นอย่างมาก จึงมีนโยบายและงบประมาณกระจายไปสู่องค์กรในระดับต่าง ๆ องค์กรเกย์จึงได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐตั้งแต่ยุคของนที ธีระโรจนพงษ์และกลุ่มภราดรภาพยับยั้งโรคเอดส์แห่งประเทศไทย เรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบันซึ่งมีเครือข่าย MSM ที่รวมองค์กรเกย์หลายแห่งเข้ามาทำงานภายใต้นโยบายเอดส์ชาติ เมื่อเกย์ถูกควบคุมโดยรัฐผ่านโครงการรณรงค์ป้องกันโรคเอดส์ เกย์ก็จะกลายเป็นประชากรที่ถูกตรวจสอบ แต่การตรวจสอบนี้จะมุ่งไปที่เรื่องสุขภาพ จะเห็นว่าโครงการเอดส์มุ่งที่จะทำให้เกย์เข้าไปตรวจเลือดโดยรัฐจะสั่งการให้องค์กรเกย์ทั้งหลายนำเกย์ที่อยู่ในสถานบันเทิงต่าง ๆไปตรวจหาเชื้อเอชไอวีในศูนย์บริการด้านสุขภาพของรัฐบาล เช่น คลีนิกนิรนาม ศูนย์บริการสาธารณสุข 9 (บางขุนพรหม) และศูนย์สุขภาพชาย ด้วยเหตุนี้สิ่งที่รัฐสนใจก็คือวิธีการได้มาซึ่งกลุ่มเกย์ที่เข้ารับบริการตรวจเลือด รัฐจะเข้ามาควบคุมและประเมินผลการทำงานขององค์กรเกย์ต่างๆว่าทำงานบรรลุเป้าหมายหรือไม่ เช่น มีชาวเกย์เข้าไปตรวจเลือดมากแค่ไหน เมื่อรัฐได้ผลเชิงปริมาณแล้ว รัฐก็มุ่งที่จะควบคุมเกย์ที่ติดเชื้อให้เข้ารับบริการด้านสุขภาพและควบคุมมิให้เกย์เหล่านี้แพร่เชื้อไปยังคนอื่น ซึ่งวิธีการนี้ในทางปฏิบัติเป็นไปได้น้อยมากเพราะมีเกย์จำนวนน้อยเท่านั้นที่จะไปตรวจเลือด
วิธีคิดที่รัฐมีต่อกลุ่มเกย์ จึงเป็นเพียงการทำความเข้าใจเรื่องเซ็กส์ในเชิงกายภาพ แต่มิได้เข้าใจความซับซ้อนของสังคมและวัฒนธรรมเกย์ที่หล่อหลอมให้เกิดเรื่องราวทางเพศในชีวิตประจำวันของเกย์ นอกจากนั้นรัฐยังทำให้องค์กรเกย์กลายเป็นเครื่อมือของตนเองในการควบคุมพฤติกรรมทางเพศของประชากร โดยการใช้ยุทธิวิธีการ “ส่งต่อ” เกย์ให้เข้าไปอยู่ในหน่วยทางการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังทำให้เกิดการสร้างภาพตายตัวให้กับเรื่องเซ็กส์ของเกย์ด้วย ภาพตายตัวนี้ทำให้สังคมมองว่าเกย์กับเรื่องเซ็กส์เป็นของคู่กัน ยิ่งเป็นการตอกย้ำภาพเชิงลบให้กับชาวเกย์ องค์กรเกย์ที่ยึดมั่นในวิธีการแบบรัฐจะยิ่งบ่อนทำลายตัวเอง เพราะไม่สามารถสะท้อนปัญหาที่แท้จริงที่เกิดขึ้นในชุมชนเกย์ได้ และยังเป็นการมองปัญหาเชิงเดี่ยวที่แยกเรื่องเพศออกมาอยู่ตามลำพัง หรือมองเห็นเกย์เฉพาะมิติเซ็กส์เพียงอย่างเดียว มองข้ามความซับซ้อนในเรื่องเพศที่เชื่อมโยงถึงวัฒนธรรมบริโภค หรือคุณค่าของการแสดงตัวตน สิ่งที่ตามมาก็คือองค์กรเกย์จะกลายเป็นองค์กรที่เลียนแบบรัฐที่มองปัญหาสุขภาพแบบหยาบ ๆ ที่เน้นการลดสถิติการติดเชื้อ และการทำให้เกย์อยู่ในกระบวนการบำบัดรักษาให้มากที่สุด
รวมทั้ง องค์กรเกย์จะกลายเป็นกลไกของกระบวนการบริหารจัดการของหน่วยงานด้านสาธารณสุขของรัฐซึ่งมีเป้าหมายในการติดตามประเมินผลให้เป็นไปตามตัวชี้วัดซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเชิงปริมาณ ได้แก่ การวัดจำนวนกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เกย์มีเพศสัมพันธ์แบบปลอดภัย ร้อยละของกลุ่มเกย์ที่มารับบริการตรวจสุขภาพ จำนวนคลินิกและโรงพยาบาลที่มีการให้บริการด้านการให้คำปรึกษาแก่กลุ่มเกย์ จำนวนกลุ่มแกนนำที่เป็นเกย์ จำนวนกิจกรรมที่พัฒนาแกนนำ เป็นต้น การชี้วัดในลักษณะนี้ส่งผลให้ภาครัฐสนใจที่จะติดตามผลการทำงานขององค์กรเกย์เฉพาะ “ผลลัพธ์” ที่เป็นเป้าหมายที่วัดได้ แต่จะไม่สนใจกระบวนการพัฒนาความคิด สังคม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชาวเกย์ที่อยู่ใต้การป้องกันโรคเอดส์
2. การให้ความสำคัญกับความรู้วิทยาศาสตร์
การรณรงค์ป้องกันโรคเอดส์ในกลุ่มเกย์ ได้อาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และสาธารณสุขเป็นเครื่องมือในการอธิบายว่าทำไมชาวเกย์จึงต้องรู้จักการป้องกันตัวเองจากโรคเอดส์และควรจะมีเพศสัมพันธ์แบบปลอดภัยทุกครั้ง ความรู้ดังกล่าวนี้ถูกปลูกฝังโดยแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อให้แกนนำ และนักกิจกรรมเกย์นำไปถ่ายทอดและส่งต่อความรู้ให้กับกลุ่มเกย์ในชุมชน นักกิจกรรมเหล่านี้กลายเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับโรคเอดส์ไปยังแกนนำและอาสาสมัครที่เข้ามาอบรมความรู้ จะเห็นได้ว่าเมื่อมีการจัดค่ายเพื่ออบรม ความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์จะวนเวียนอยู่กับเรื่องเชื้อโรค วงจรชีวิตของเชื้อโรค โรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อาการของโรค ช่องทางการแพร่เชื้อโรค เทคนิคการตรวจเลือด และวิธีการเยียวยารักษา
ความรู้ดังกล่าวเป็นความรู้สำเร็จรูปที่แกนนำและอาสาสมัครจะต้องท่องจำและนำไปถ่ายทอดให้กับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเกย์และชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย สูตรสำเร็จของความรู้นี้มีอธิบายไว้ในคู่มือซึ่งจัดทำขึ้นในปี 2552 โดยสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย เนื้อหาของคู่มือนี้สะท้อนให้เห็นความสำคัญของความรู้วิทยาศาสตร์ได้เป็นอย่างดี ความรู้ที่เป็นสูตรที่แกนนำและอาสาสมัครจะต้องท่องจำให้ได้คือ 1 ถุง 4 น้ำ 3 ปัจจัย 1 ถุงหมายถึง การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ 4 น้ำ หมายถึง เชื้อเอชไอวีมีอยู่ในน้ำสี่ชนิด คือ เลือด น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด และน้ำนมแม่ ส่วน 3 ปัจจัย หมายถึงปัจจัยที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี ได้แก่ ปริมาณและแหล่งที่อยู่ของเชื้อเอชไอวี คุณภาพของเชื้อ และช่องทางการติดต่อ นอกจากนั้น ยังมีการเน้นย้ำให้เห็นว่าอะไรคือพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี โดยแยกระดับความเสี่ยงเป็น 4 ระดับคือ เสี่ยงมาก เสี่ยงปานกลาง เสี่ยงน้อย และไม่เสี่ยง ซึ่งจะมีการยกตัวอย่างพฤติกรรมทางเพศของเกย์มาอธิบายว่าพฤติกรรมแบบไหนเสี่ยงมากน้อยอย่างไร
ความรู้เหล่านี้คือสูตรสำเร็จที่กรมควบคุมโรคนำไปเผยแพร่ในกลุ่มเสี่ยงต่างๆทั้งที่เป็นชายหญิงและกลุ่มเกย์ จะเห็นว่าความรู้วิทยาศาสตร์ทำให้เรื่องเพศ และการมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องทางกายภาพที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอวัยวะเพศ ท่าทางการร่วมรักหรือการมีเซ็กส์ บทบาทของการเป็นผู้กระทำหรือถูกกระทำขณะมีเซ็กส์ ความรู้เหล่านี้แทรกซึมเข้าไปในชุมชนเกย์ จนทำให้เข้าใจว่าพฤติกรรมทางเพศของเกย์เป็นการกระทำระหว่างผู้ที่ถูกกระทำและเป็นผ่ายกระทำซึ่งแต่ละฝ่ายจะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในระดับที่ต่างกัน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เซ็กส์ของเกย์จะถูกมองว่ามีเชื้อโรคปะปนอยู่ตลอดเวลา และถ้าไม่มีการป้องกันที่ดี หรือไม่รู้จักการประเมินความเสี่ยงก็จะมีโอกาสติดเชื้อเอชไอวีได้ เซ็กส์แบบวิทยาศาสตร์จะเต็มไปด้วยเรื่องราวของการวางกฎเกณฑ์ การควบคุม การสร้างมาตรฐาน และการป้องกัน เป็นการมองเซ็กส์ในแง่พฤติกรรมมากกว่าแง่ของอารมณ์ความรู้สึก
3. พฤติกรรมทางเพศของเกย์ถูกทำให้เป็นเรื่องเชิงกายภาพ
ความรู้เกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ของเกย์จะถูกถ่ายทอดออกไปสู่สาธารณะในลักษณะของการชี้ให้เห็นว่าเซ็กส์ของเกย์เป็นเรื่อง “อันตราย” หน่วยงานด้านสาธารณสุขพยายามสร้างภาพให้เห็นว่าเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับชาย หรือเกย์มีโอกาสติดเชื้อเอชไอวีสูง ตัวอย่างเช่น แผ่นพับของกรมอนามัย กรุงเทพมหานครอธิบายว่าเกย์ติดเชื้อเอชไอวีมาก เพราะเกย์นิยมการร่วมรักทางปากและทวารหนักที่ไม่มีน้ำหล่อลื่นตามธรรมชาติ ทำให้เกิดรอยถลอก หรือแผลฉีกขาดที่ทวารหนักจึงเป็นช่องทางให้ติดโรคทางเพศสัมพันธ์หรือโรคเอดส์ได้ง่าย นอกจากนั้น ยังอธิบายว่าเกย์เป็นคนที่ “เสี่ยง” เนื่องจากไม่ใส่ถุงยางอนามัยนว่าเกย์ชอบเซ็กส์ทางทวารหนัก ชอบใช้ปากดูดอมอวัยวะเพศหรือทวารหนัก และชอบใช้นิ้วสอดใส่ทวารหนัก แผ่นพับนี้พยายามเน้นการมีเซ็กส์ทางปากและทวารหนักของเกย์ จนกลายเป็น “ภาพตัวแทน” เพศสัมพันธ์ของเกย์ซึ่งสังคมมองว่า “ผิดปกติ” “สกปรก” “อันตราย” หรือ “น่ากลัว”
ในคู่มือของแกนนำก็มีการอธิบายให้เห็นภาพการมีเซ็กส์ของเกย์ที่มหัศจรรย์ หรือแปลกพิสดารในสายตาของคนทั่วไป ได้แก่ การอธิบายถึงการล้างตู้เย็น หรือการใช้ลิ้นเลียทวารหนัก การสอดใส่ทางทวารหนัก การหลั่งน้ำอสุจิในทวารหนัก การหลั่งน้ำอสุจิในปาก การใช้ปากหรือทำออรัลเซ็กส์ (ถวายบัว)ให้คู่นอน หรือออรัลเซ็กส์หมู่ การมีเซ็กส์หมู่ที่มีการเปลี่ยนคู่แบบไม่เลือกหน้าในเวลาเดียวกันหลายๆคน พฤติกรรมทางเพศเหล่านี้จะถูกอธิบายว่ามีความเสี่ยงในระดับไหนโดยวัดจากการใช้ถุงยางอนามัยหรือ มีการหลั่งน้ำอสุจิหรือไม่ หน่วยงานด้านสาธารณสุขและองค์กรเกย์ทั้งหลายมุ่งเน้นที่จะควบคุมพฤติกรรมเหล่านี้โดยการสอน การชักจูงให้เกย์รู้จักการใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องและประเมินความเสี่ยงของตัวเอง เช่น ใช้ถุงยางสองชั้นจะทำให้แตกง่าย ห้ามใช้ยุงยางอนามัยกับสารหล่อลื่นที่มีน้ำมันเป็นสารประกอบ รวมทั้งเสนอแนะให้เกย์มีเซ็กส์แบบปลอดภัย เช่น สำเร็จความใคร่ให้ตัวเอง ดูภาพปลุกอารมณ์ทางเพศ ใช้ปากกับอวัยวะเพศที่ใส่ถุงยางอนามัย ช่วยกันสำเร็จความใคร่จนถึงจุดสุดยอด ถูไถอวัยวะเพศกับส่วนต่าง ๆ ตามร่างกายที่ไม่มีแผล เป็นต้น
ในทางตรงกันข้ามพฤติกรรมดังกล่าวนี้จะไม่ถูกอธิบายในแง่ของอารมณ์ความรู้สึก คุณค่า อุดมการณ์ หรือรสนิยมที่เกย์แต่ละคนจะแสดงออกในเงื่อนไขที่แตกต่างกัน อาจกล่าวได้ว่าการมีเพศสัมพันธ์ของเกย์ถูกเปิดเผยให้สาธารณะรับรู้ในมิติทางกายภาพเพียงด้านเดียว เพราะมิตินี้มีภาพที่เป็นรูปธรรมชัดเจน จับต้องได้ สัมผัสได้ และตอบโจทย์ทางด้านสุขภาพอย่างชัดเจน คำถามก็คือ การเลือกนำเสนอพฤติกรรมทางเพศของเกย์ในมิติกายภาพเพียงอย่างเดียวนี้เพียงพอหรือไม่ต่อการทำความเข้าใจเรื่องสุขภาวะทางเพศของชายรักชาย
4. การสร้างนิยามเกี่ยวกับการเป็นเกย์ที่ดี
การป้องกันเอดส์ในกลุ่มเกย์เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับความพยายามที่จะส่งเสริมให้เกย์รู้จักประพฤติตัวให้เหมาะสม เป็นคนดี เพื่อให้สังคมยอมรับ และเพื่อให้เกย์มีความภาคภูมิในใจตัวเองด้วย จะเห็นว่านักต่อสู้ นักกิจกรรม และนักเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อเกย์ทั้งหลายล้วนมีความคิดในทำนองเดียวกันว่าท่ามกลางสถานการณ์โรคเอดส์ สังคมยังมองเกย์ว่าเป็นต้นเหตุของโรคร้ายที่น่ากลัวชนิดนี้ เกย์เป็นคนส่ำส่อนทางเพศ และเป็นพวกเซ็กส์จัด ดังนั้น ควรจะทำให้สังคมเข้าใจบุคคลที่เป็นเกย์ใหม่โดยการส่งเสริมให้เกย์ประพฤติตัวให้เหมาะสมกับกาละเทศะ เช่น รักเดียวใจเดียว ไม่เปลี่ยนคู่นอน และเคารพจารีตประเพณีที่ดีงามของไทย ความพยายามแรก ๆ เห็นได้จากการบัญญัติคำส่า “กุลเกย์” ซึ่งนทีพยายามทำให้คำ ๆ นี้แพร่หลายในช่วงทศวรรษ 2530 เพื่อที่จะทำให้สังคมมองเกย์ในแง่บวก
จนมาถึงสมัยของกมลเศรษฐ์ เก่งการเรือ เชื่อว่าถ้าเกย์ทำตัวเป็นคนดี ทำประโยชน์ต่อสังคม ในที่สุดสังคมก็จะยอมรับ เป็นเรื่องที่ไม่แปลกในยุคที่เกย์ต้องป้องกันตัวจากโรคเอดส์ ซึ่งการนำเรื่องเซ็กส์มาชี้วัดความดีและความไม่ดีของเกย์คนหนึ่งเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ในกิจกรรมต่าง ๆ เซ็กส์และเพศสัมพันธ์ของเกย์จะกลายเป็นเครื่องชี้วัดว่าเกย์คนใดที่มีพฤติกรรมเหมาะสม ความคิดในทำนองนี้ดำเนินไปพร้อม ๆ กับกิจกรรมรณรงค์ป้องกันโรคเอดส์ จะเห็นว่าในการจัดค่ายอบรมแกนนำและอาสาสมัครจะมีกิจกรรมที่ให้เกย์ตัดสินว่าพฤติกรรมทางเพศแบบไหนที่รับได้และรับไม่ได้ เช่น เกย์โสดที่ชอบเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ๆ เกย์ที่มีคู่แล้วแต่ชอบเปลี่ยนคู่นอน หรือเกย์ที่มีคนรักแล้วและไม่เปลี่ยนคู่นอน กิจกรรมดังกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะทำให้เกย์ตระหนักว่าการสำส่อนทางเพศเป็นเรื่องที่ไม่ควรกระทำ ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นว่าการรักเดียวใจเดียวเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเกย์ สิ่งเหล่านี้คือการสร้างความหมายว่าเกย์ที่ดีควรจะประพฤติตัวทางเพศให้ถูกต้อง
เมื่อเซ็กส์ของเกย์กลายเป็นเครื่องบ่งชี้ถึง “ความดี” และ “ความไม่ดี” ความหมายของการเป็นเกย์ที่ดีจึงผูกโยงกับเพศสัมพันธ์ เช่น เกย์ที่ดีคือเกย์ที่รู้จักการป้องกันตัวจากโรคเอดส์ รู้จักประเมินความเสี่ยง ไม่สำส่อนทางเพศ ไม่เปลี่ยนคู่นอน และรักเดียวใจเดียว ความหมายเหล่านี้วนเวียนอยู่ในชีวิตทางเพศของเกย์ ทั้ง ๆ ที่ความประพฤติด้านอื่น ๆ ที่เกย์ปฏิบัติไม่ได้ถูกนำมากล่าวถึง เช่น ความซื่อสัตย์ ความเสียสละ ความขยัน ความรับผิดชอบ ฯลฯ พฤติกรรมทางเพศเท่านั้นที่จะถูกนำมาสร้างความหมายของการเป็นคนดีของเกย์ในยุคของการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ เนื่องจากความหมายในทำนองนี้เข้าถึงสังคมได้ง่ายกว่า และหน่วยงานภาครัฐก็สามารถใช้ความหมายนี้เพื่อการป้องกันโรคเอดส์ในหมู่เกย์
เมื่อ “เซฟเซ็กส์” ไม่มีความหมายสำหรับเกย์ไทย
1. พฤติกรรมทางเพศของเกย์เป็น “พฤติกรรมเสี่ยง” จริงหรือ ?
องค์กรของรัฐมองเห็นว่ากลุ่มชายรักชาย (เกย์ กะเทย ชายขายบริการ) เป็น “กลุ่มคนที่เสี่ยง” หรือกลุ่มคนที่ “เปราะบาง” ต่อการติดเชื้อและแพร่เชื้อเอชไอวี/เอดส์ ทั้ง ๆ ที่กลุ่มชายรักชายมีความแตกต่างหลากหลายในการแสดงตัวตนและมีวิธีปฏิบัติทางเพศที่ไม่เหมือนกัน แต่ภายใต้นิยาม “กลุ่มเสี่ยง” ทำให้เกิดทัศนะแบบเหมารวม ทัศนะแบบนี้มีกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ถ่ายทอด และองค์กรเกย์ก็รับเอาไปใช้เพื่อเคลื่อนไหวและทำงานรณรงค์ให้เกย์มีเพศสัมพันธ์แบบปลอดภัย (Safe Sex) แต่พฤติกรรมทางเพศของเกย์ไม่จำเป็นต้องมองว่าเป็น “พฤติกรรมเสี่ยง” เพียงอย่างเดียว เพราะยังมีแง่มุมอื่น ๆ ที่น่าเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการ “เปิดเผย” และ ”ปกปิด” อัตลักษณ์ทางเพศ วิธีปฏิบัติระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ (รุก รับ) การแสดงอารมณ์ความรักความห่วงใยของคนสองคน ช่วงเวลาระหว่างการคบหาดูใจและเรียนรู้คู่ของตัวเอง พฤติกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งที่องค์กรเกย์ต้องเข้าไปศึกษาเพื่อที่จะเข้าใจชีวิตทางเพศของชายรักชายซึ่งมีการนิยามตัวตนที่ต่างกัน
ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา “เกย์” กับเอดส์ถูกอธิบายว่าเป็นเรื่องเซ็กส์ที่ไม่ป้องกัน หรือเซ็กส์ที่ทำตามใจตัวเอง แต่ในมิติวัฒนธรรม เซ็กส์ที่เกย์แสดงออกมานั้นเป็นทั้งรสนิยมส่วนบุคคลและอำนาจของวัฒนธรรมบริโภค เกย์จึงเป็นทั้งผู้กระทำและถูกกระทำในเรื่องเซ็กส์ในเวลาเดียวกัน ดังนั้นการทำความเข้าใจ “เซ็กส์” ของเกย์จึงมิใช่เพียงแค่เรื่องของการใช้หรือไม่ใช้ถุงยางอนามัย มิใช่เพียงการมองเซ็กส์ว่าเป็นช่องทางของการแพร่เชื้อโรค มิใช่มองเซ็กส์แค่เรื่องกายภาพที่เห็นแต่อวัยวะสืบพันธุ์ น้ำอสุจิ หรือสารคัดหลั่งในท่อปัสสาวะ แต่เซ็กส์ยังเกี่ยวข้องกับการไกล่เกลี่ยความหมายระหว่างการแสดงอารมณ์รัก ปรารถนา และความใคร่ กับการแสดง “เหตุผล” ของการมีเซ็กส์ที่อันตรายและเซ็กส์ที่ปลอดภัย เซ็กส์ในมิติหลังนี้ถูกละเลยไปจากการรณรงค์ป้องกันโรคเอดส์ ปัจจุบันนี้การทำงานป้องกันเอดส์ในชุมนเกย์จึงไม่ได้ทำให้สังคมเข้าใจว่า “พฤติกรรม” “อารมณ์” และ “อัตลักษณ์” มีความเชื่อมโยงกันอย่างไร
2. อะไรคือความสัมพันธ์ระหว่าง เซ็กส์ เรือนร่าง และวัฒนธรรมบริโภค ?
เซ็กส์เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและตัดไม่ขาดจากบริบททางวัฒนธรรม คุณลักษณะแรกของวัฒนธรรมเกย์ไทย คือการให้ความสำคัญกับเรือนร่างและรูปลักษณ์ภายนอก จะพบว่าสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับเพศสัมพันธ์ของเกย์อย่างแนบแน่น การให้ความสำคัญกับเรือนร่าง/รูปลักษณ์เป็นลักษณะร่วมของเกย์ไทย เพราะเกย์ไทยนิยมชมชอบบุคคลที่มีรูปร่างหน้าตาดี ขาวและสะอาด และไม่ชอบคนอ้วน คนผิวดำ คนเตี้ย หรือคนที่กระตุ้งกระติ้งเหมือนผู้หญิง เพราะใครที่ได้มีเซ็กส์กับคนหน้าตาดีก็จะได้รับการชื่นชมและเป็นที่อิจฉา จะเห็นว่ารูปลักษณ์เป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้เกย์เดินไปสู่เส้นทางของเพศสัมพันธ์ ถ้าเจอคนที่รูปร่างหน้าตาดี เกย์ก็แทบจะยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งเซ็กส์ที่ปรารถนา สิ่งนี้มีผลต่อการไกล่เกลี่ยและการให้ความหมายต่อการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย
เรื่องที่ซับซ้อนในประเด็นนี้ก็คือ วัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอกเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นในสังคมเมืองและวัฒนธรรมบริโภคที่เกย์สามารถเลือกใช้สินค้าและบริการได้ตามกำลังทรัพย์ของตน การเที่ยวซาวน่าหรือผับเพื่อหาคนหน้าตาดีมามีเซ็กส์ด้วยนั้น ไม่ต่างอะไรกับการซื้อสินค้าบางอย่างที่เกย์แต่ละคนเลือกสรรแล้ว เกย์ในซาวน่าหรือในผับก็ไม่ต่างอะไรกับสินค้าทางเพศที่ไว้ตอบสนองเกย์คนอื่น เพราะเกย์แต่ละคนก็พยายามสร้างหรือแต่งเติมรูปลักษณ์ของตนเองให้ดูดีเพื่อให้มีคนมาสนใจ ในขณะเดียวกันสถานประกอบการทั้งหลายก็มีกลวิธีกระตุ้นเร้าให้เกย์เห็นคุณค่าเพียงรูปลักษณ์ภายนอกมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น การโชว์นายแบบเปลือยที่มีรูปร่างหน้าตาดี การประกวดหนุ่มหล่อ การจัดเซ็กส์หมู่ หรือปาร์ตี้เปลือย สภาพการณ์ดังกล่าวทำให้วัฒนธรรมที่เน้นรูปลักษณ์ยิ่งสถาปนาตัวเองเข้มแข็งขึ้น อาจกล่าวได้ว่าสถานประกอบการคือผู้ที่ทำให้พรมแดนของเรื่องเซ็กส์และรูปลักษณ์ภายนอกมาบรรจบกันและแยกจากกันไม่ออก
เรื่องที่ท้าทายของวัฒนธรรมที่เน้นรูปลักษณ์ภายนอกนี้ก็คือ การขยายขอบเขตเรื่องเซ็กส์ให้กว้างไปมากกว่าเรื่องเพศสัมพันธ์ (รุก รับ) เช่นการพูดถึงเซ็กส์กับมิตรภาพ เซ็กส์กับความรับผิดชอบ เซ็กส์กับความรัก เป็นต้น เพื่อที่จะทำให้วัฒนธรรมที่เน้นรูปลักษณ์ซึ่งถูกภาคธุรกิจนำไปเป็นเครื่องมือทางการตลาดหันเหไปสู่มิติทางจิตใจ องค์กรเกย์ควรจะทำความเข้าใจว่าวัฒนธรรมที่เน้นรูปลักษณ์ถูกทำให้กลายเป็นสินค้าในระบบทุนนิยมอย่างไร และสถานประกอบการจะใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อประโยชน์ทางการค้าอย่างไร ถ้าวัฒนธรรมบริโภคของเกย์เป็นภาพสะท้อนสถานการณ์การติดเชื้อเอชไอวีในการใช้ชีวิตทางเพศของเกย์แล้ว การขับเคลื่อนเรื่องสุขภาวะทางเพศก็จำเป็นต้องตีแผ่วัฒนธรรมบริโภคนี้ออกมาให้ได้
3. ทำไมเซ็กส์ของเกย์ไทยจึงเป็นความสนุกสนาน ?
การใช้ชีวิตในสถานประกอบการยังสะท้อนคุณลักษณะความชอบสนุกสนาน และความบันเทิงเริงรมย์ เช่น ปาร์ตี้ งานรื่นเริงสังสรรค์ และการแช็ตในอินเตอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนซึ่งกำลังได้รับความนิยมในกลุ่มเกย์วัยรุ่น ความบันเทิงและความสนุกสนานเหล่านี้อาจมองได้ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ กล่าวคือ ในเชิงบวก ความสนุกสนานเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เกย์ปลดปล่อยตัวเองจากชีวิตที่ต้องปกปิดซ่อนเร้น หรือไม่สามารถเปิดเผยตัวได้ในครอบครัว ในโรงเรียนหรือทำงาน เมื่อเกย์หันเข้าหากิจกรรมที่สนุกสนาน พวกเขาก็มีโอกาสเรียนรู้อัตลักษณ์ทางเพศของตนเองและสร้างสัมพันธ์กับเพื่อนเกย์คนอื่น ๆ ส่วนในเชิงลบ อาจพบว่าความสนุกสนานที่มาพร้อมกับเรื่องเซ็กส์จะส่งผลให้เกย์ใช้เรื่องเพศเป็นตัวขับเคลื่อนความสัมพันธ์แบบฉาบฉวย หรือไม่เรียนรู้ที่จะสานสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ แบบยืนยาว จะเห็นได้ว่าความสนุสนานในซาวน่า ผับและดิสโก้เธคทั้งหลาย ล้วนอาศัยกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเพศเป็นส่วนใหญ่ เช่น กิจกรรมเซ็กส์หมู่ โชว์นายแบบเปลือย ประกวดนายแบบ ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม มิติแง่ลบของความสนุกสนานกำลังกลายเป็นวาทกรรมหลักที่องค์กรเกย์ใช้รณรงค์เรื่องการมีเพศสัมพันธ์แบบปลอดภัย ในขณะที่มิติเชิงบวกค่อยๆถูกลืมไปทีละน้อย คำถามคือองค์กรเกย์จะทำอย่างไรให้ชาวเกย์ตระหนักว่าความสนุกสนานมีส่วนช่วยพัฒนาความคิด สร้างสังคม และมิตรภาพ เป็นการสร้างพื้นที่ของการตระหนักถึงอัตลักษณ์ร่วม หรือจิตสำนึกร่วม ถ้าหากเกย์ใช้ความสนุกสนานไปในเชิงบวก เช่น กิจกรรมที่ส่งเสริมความรู้ความสามารถของเกย์ในด้านศิลปะ ดนตรี การแสดง ฯลฯ กิจกรรมเหล่านี้อาจช่วยดึงความสนใจจากเรื่องเซ็กส์ไปสู่การทำงานเพื่อส่วนรวมและสังคมมากขึ้น
4. เซฟเซ็กส์ภายใต้วัฒนธรรมบริโภค เป็นไปได้หรือไม่ ?
การทำงานด้านสุขภาวะทางเพศจำเป็นต้องทำความเข้าใจถึงวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์และความสนุกสนานเพื่อที่จะเกิดองค์ความรู้ที่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน องค์กรเกย์ต้องปรับตัวเองเป็นผู้ที่ต้องเรียนรู้วัฒนธรรมเกย์ที่มีความซับซ้อน มิใช่มองว่าวัฒนธรรมเกย์เป็นสิ่งที่หยุดนิ่งหรือมีแบบแผนตายตัว จะเห็นได้ว่าการใช้ชีวิตของเกย์ในสถานประกอบการและสื่อชนิดต่างๆ จะประกอบด้วยเกย์ที่หลากหลาย ทั้งเกย์ที่มีรูปร่างหน้าตาดีหรือไม่ดี และในพื้นที่เหล่านั้นก็เต็มไปด้วยกิจกรรมที่สร้างความสนุกสนานที่เกย์นิยม กิจกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นภายใต้วัฒนธรรมบริโภค แต่เรื่องรูปลักษณ์และความสนุกสนานกำลังเริ่มมีปัญหามากขึ้นเมื่อเข้าไปอยู่ในการบริโภคที่มีเซ็กส์เป็นสินค้า และทำให้วัฒนธรรมของเกย์สัมพันธ์กับเรื่องเซ็กส์ที่ถูกมองว่าเป็น “พฤติกรรมเสี่ยง” จะเห็นว่าสื่อและสถานประกอบการของเกย์ทั้งหลายจะนำเซ็กส์เป็นมาจุดขายเพื่อที่จะทำให้เกย์เข้าไปใช้บริการ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่พร้อมและมองข้ามความรับผิดชอบต่อสังคม ทำให้เกิดช่องว่างที่หน่วยงานรัฐสามารถเข้ามายึดครองพื้นที่และสร้างความหมายให้กับเซ็กส์ของเกย์ดังที่กล่าวมาแล้ว
ในทางกลับกันหากองค์กรเกย์ร่วมมือกับสถานประกอบการต่างๆเพื่อที่จะสร้างวัฒนธรรมเชิงบวกให้กับเรื่องรูปลักษณ์หน้าตากับความสนุกสนานซึ่งจะช่วยทำให้เรื่องเพศเป็นเรื่องของความรับผิดชอบและการแสดงความรัก เพื่อทำให้เกิดพลังสร้างสรรค์ในด้านอื่น ๆ ที่มากไปกว่าเรื่องเพศ การรณรงค์ป้องกันโรคเอดส์อาจมีรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไปจากเดิม แต่ในทางปฏิบัติองค์กรเกย์ปล่อยให้หน่วยงานรัฐเข้ามาสร้างความหมาย จะเห็นได้ว่าการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์และการส่งเสริมให้เกย์มีเพศสัมพันธ์แบบปลอดภัย ทำให้เกย์ที่ดำเนินชีวิตในซาวน่าและสถานประกอบการต่าง ๆ รู้สึกว่าห่างเหินจากนิยามเหล่านั้น และทำให้การรณรงค์ป้องกันเอดส์แยกขาดออกจากวัฒนธรรมเกย์ที่ต้องการความสนุกสนานบันเทิง องค์กรเกย์มิได้ดึงเจ้าของสื่อและสถานประกอบการเข้ามาเป็นแนวร่วมของตัวเอง เพราะคิดว่าเป็นแค่เพียง “พื้นที่ทำงาน” ที่ต้องทำให้เสร็จตามตัวชี้วัดเท่านั้น วิธีคิดดังกล่าวนี้กำลังมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้การรณรงค์ป้องกันโรคเอดส์มิได้สนใจความสัมพันธ์ระหว่างชาวเกย์ สถานประกอบการ และองค์กรเกย์ที่มีอยู่
5. เกย์ไทยจะเลือกอะไรระหว่าง ความเป็น “ส่วนตัว” กับสำนึกเพื่อส่วนรวม ?
การที่เกย์ไทยคิดว่าการเป็นเกย์เป็นเรื่อง “ส่วนตัว” เป็นอุปสรรคต่อการทำงานเชิงสังคมเป็นอย่างมาก สาเหตุที่เกย์ให้ความสำคัญกับเรื่องส่วนตัวมากกว่าเรื่องส่วนรวมมาจากบริบททางที่สังคมคาดหวังในบทบาทความเป็นชาย เกย์ไม่ต้องการให้สังคมมองว่าตนเอง “ไม่ใช่ผู้ชาย” จึงปกปิดซ่อนเร้นตัวตนความเป็นเกย์เอาไว้และคิดว่า “เกย์” เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่จำเป็นต้องเปิดเผย ไม่ต้องสร้างจิตสำนึกร่วมกับเกย์คนอื่น ๆ ความรู้สึกดังกล่าวนี้ส่งผลให้เกย์ขับเคลื่อนตัวเองไปสู่โลกส่วนตัวที่เขาสามารถแสวงหาความสุขได้ในซาวน่า ผับ ดิสโก้เธค นวด สปา คาราโอเกะ ฟิตเนส และอินเตอร์เน็ต การใช้ชีวิตในพื้นที่เหล่านี้คือภาพสะท้อนความเป็น “ส่วนตัว” ของเกย์ไทย
ประเด็นที่น่าคิดก็คือ ความเป็นส่วนตัวมีความสัมพันธ์กับการเปิดเผยตัวตนของเกย์ ทั้งสองสิ่งนี้เป็นเรื่องที่องค์กรเกย์จะต้องทำความเข้าใจ จะพบว่าท่ามกลางการเติบโตของสถานประกอบการและสื่อสมัยใหม่ของเกย์ทั้งหลาย รูปแบบการเปิดเผยตัวของเกย์ก็มีความซับซ้อนต่างไปจากอดีต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเปิดเผยตัวในอินเตอร์เน็ต การเข้าสังคมเฉพาะกลุ่มที่มีความสนใจคล้าย ๆ กัน เช่น เกย์ในฟิตเนส เกย์ที่ชอบท่องเที่ยว เกย์เล่นกีฬา เกย์ที่ชอบเต้นรำ เกย์ที่ชอบงานศิลปะ เป็นต้น การเปิดเผยตัวตนและการสร้างกลุ่มที่หลากหลายเหล่านี้คือภาพสะท้อนของการไกล่เกลี่ยที่เกย์เลือกที่จะใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ กลุ่มย่อย ๆ เหล่านี้ยังไม่มีองค์กรเกย์เข้าไปเรียนรู้หรือพัฒนาให้เกิดการสร้างเครือข่ายที่ชัดเจน ทำให้วัฒนธรรมที่เน้นปัจเจกยังคงแอบแฝงอยู่ในกลุ่มเกย์ต่าง ๆ ถ้าหากองค์กรเกย์เข้าไปประสานหรือส่งเสริมให้กลุ่มเหล่านี้มีโอกาสรู้จักกับกลุ่มอื่น ๆ ก็จะช่วยลดช่องว่างของความรู้สึกห่างเหิน หรือความเป็นส่วนตัวให้น้อยลง การรวมกลุ่มเหล่านี้อาจเป็นเมล็ดพันธุ์สำคัญที่องค์กรเกย์ต้องเรียนรู้ว่ากลุ่มแบบไม่เป็นทางการจะช่วยสร้างสำนึกของการมี “สังคม” และ ความรับผิดชอบต่อกันได้อย่างไรบ้าง
การรวมกลุ่มที่หลากหลายเหล่านี้อาจเป็นเครื่องมือสนับสนุนให้การป้องกันโรคเอดส์ของเกย์ประสบความสำเร็จได้มากขึ้น เพราะ การที่เกย์มีกลุ่มของตัวเองจะทำให้เขามีกิจกรรมเชิงสังคม มีโอกาสใช้ความรู้ความสามารถ หรือ ได้พัฒนาสำนึกร่วมกับเพื่อนเกย์คนอื่น ๆ ซึ่งอาจทำให้เขาหันเหความสนใจเรื่องเพศไปสู่เรื่องใหม่ ๆ ที่ท้าทายและทำให้เขารู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าในสายตาคนอื่น ดังนั้น การส่งเสริมให้เกย์มีกลุ่มของตัวเองเป็นเรื่องที่องค์กรเกย์ต้องนำมาเป็นยุทธศาสตร์ในการทำงานป้องกันเอดส์
ปัญหาอยู่ที่กระบวนทัศน์แบบวิทยาศาสตร์
ในระดับสากล การวิพากษ์วิธีการป้องกันโรคเอดส์เริ่มมาตั้งแต่กลางทศวรรษ 1990 โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับความแตกต่างของพื้นที่และบริบททางวัฒนธรรมซึ่งทำให้การแพร่ระบาดของเอชไอวี/เอดส์ไม่ได้เป็นแบบแผนเดียวกัน ดังนั้นวิธีคิดวิทยาศาสตร์แบบตะวันตกที่นำไปใช้ในวัฒนธรรมอื่นๆจึงไม่ได้ช่วยให้เกิดการยับยั้งการแพร่ระบาดของเอชไอวี/เอดส์แต่อย่างใด คำถามสำคัญก็คือ กระบวนทัศน์แบบวิทยาศาสตร์มีปัญหาอย่างไรเมื่อนำไปใช้กับพฤติกรรมทางเพศของมนุษย์ การรณรงค์ป้องกันโรคเอดส์ได้ดำเนินมาถึง 3 ทศวรรษ แต่ความกระตือรือร้นที่จะแก้ปัญหานี้ค่อยๆจางหายไปในช่วง10-15 ปีที่ผ่านมา และในประเทศที่ยากจน โรคเอดส์ก็ยังเป็นปัญหาที่รุนแรงที่สร้างผลกระทบทางสังคม รวมทั้งอัตราการติดเชื้อในกลุ่มเกย์ก็มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ (Parker, 2002) ที่เป็นเช่นนี้เพราะกระบวนทัศน์ในการอธิบายเอดส์ วางอยู่บนความเป็นปัจเจกนิยมของกลุ่มเสี่ยง ซึ่งเชื่อว่าบุคคลสามารถเรียนรู้ เข้าใจ และแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง การอธิบายบุคคลในสภาวะนี้คือการมองแบบเหตุผลที่เป็นเส้นตรง (Rational Individuals) แต่การอธิบายในแนวนี้ต่างไปจากการมองบุคคลในฐานะเป็นผู้ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งการตัดสินใจและการเลือกทางปฏิบัติไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นตรงจากหนึ่งไปสอง แต่เป็นการตัดสินใจที่มีเงื่อนไขที่ซับซ้อน( Airhihenbuwa and Obregon, 2000) นักวิชาการบางคนตั้งข้อสังเกตว่า “ความรู้” ไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมทางเพศของมนุษย์ได้ หรืออาจจะเปลี่ยนได้แต่ไม่อาจสืบทอดและธำรงพฤติกรรมเหล่านั้นได้อย่างถาวร (Freimuth, 1992)
Kleiman และ Benson (2006) เคยวิจารณ์ว่าการทำงานเอดส์ภายใต้วิธีคิดวิทยาศาสตร์มองวัฒนธรรมเป็นแค่เพียงเครื่องมือ หรือของสำเร็จรูปที่จับต้องได้ เช่น ภาษา การแต่งกาย หรือกิริยาท่าทางที่แสดงออก ซึ่งสิ่งเหล่านี้มิได้แยกอยู่อย่างโดดๆ แต่แทรกตัวอยู่ในอารมณ์ความคิดที่มองไม่เห็นซึ่งหล่อหลอมให้เกิดการแสดงความหมายต่างๆ ในบทความของคอลลินส์ โอ แอร์รีเฮนบูวา และราฟาเอล โอบรีกอน (2000) ได้วิพากษ์วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ไว้อย่างน่าสนใจ โดยกล่าวว่าการสื่อสารเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์ที่มีประสิทธิภาพไม่ควรจะเป็นสูตรสำเร็จ หรือไม่ควรเป็นแบบเดียวกันเมื่อนำไปใช้กับกลุ่มคนที่แตกต่างหลากหลาย แต่เท่าที่ผ่านมาคนทำงานเอดส์มุ่งที่จะสร้างสูตรสำเร็จภายใต้ความคิดเรื่อง “การเปลี่ยนพฤติกรรม” (Behavior Change) ซึ่งได้รับความนิยมในสหรัฐอเมริกา ปัญหาก็คือ วิธีคิดนี้วางอยู่บนความเชื่อเรื่องเหตุผลและความเป็นปัจเจกนิยม ซึ่งมองว่าพฤติกรรมของมนุษย์เป็นสิ่งที่ควบคุมได้ เพราะมนุษย์เป็นผู้ที่มีเหตุผล สมมุติฐานดังกล่าวนี้ทำให้เกิดโครงการสร้างแกนนำเพื่อออกไปทำงานในชุมชน โดยหน้าที่หลักของแกนนำคือการออกไปให้ความรู้และให้คำแนะนำในการเปลี่ยนพฤติกรรม เมื่อนำไปใช้ในการป้องกันโรคเอดส์ แกนนำมักจะเชื่อมั่นว่าเมื่อคนมีความรู้เกี่ยวกับโรค หรือได้รับคำแนะนำจากตัวเขาแล้วจะทำให้คนๆนั้นเปลี่ยนพฤติกรรมและหันมาสนใจดูแลตัวเอง แต่ในทางปฏิบัติ ความรู้จากแกนนำไม่ได้ทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมเหมือนทฤษฎีที่เชื่อกันแต่อย่างใด เพราะการเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ไม่ได้มาจากระบบเหตุผลเสมอไป หากแต่มีเงื่อนไขต่างๆไม่ว่าจะเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี แบบแผนการดำเนินชีวิต ความเชื่อ ค่านิยมทางสังคม และอารมณ์ความรู้สึกซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนพฤติกรรม
นอกเหนือจากปัญหาเรื่องระบบเหตุผลแล้ว การป้องกันเอดส์ยังมีปัญหาที่เกิดจากการใช้ทฤษฎี Social Marketing หรือ “การตลาดทางสังคม” กล่าวคือ ทฤษฎีนี้เชื่อในปัจจัย 5 อย่างในการทำการตลาดที่มีประสิทธิภาพ คือ ผลิตภัณฑ์ ราคา สถานที่ การโฆษณา และการประเมินคู่แข่ง เมื่อนำไปใช้ในการป้องกันเอดส์ ทำให้ความซับซ้อนของชีวิตทางเพศกลายเป็นเรื่องทางวัตถุ ซึ่งคนทำงานจะเห็นแต่ตัวเลข งบประมาณ พื้นที่ กลุ่มเสี่ยง แผ่นพับ โปสเตอร์ และเอกสาร ทฤษฎีการตลาดทางสังคมสนใจแต่พฤติกรรมระดับปัจเจกบุคคล ทั้งๆที่บุคคลยังมีสังคมและความสัมพันธ์กับคนอื่นในหลายรูปแบบ ทฤษฎีนี้จึงทำให้เกิดการตัดทอนและแยกบุคคลออกจากบริบทที่เขาดำรงอยู่ เพียงเพื่อให้เห็นแต่พฤติกรรมของคนแต่ละคนที่ไม่สัมพันธ์กัน หรืออาจกล่าวได้ว่ามองเห็น “คน” เป็นเอกเทศที่ปราศจากกลุ่ม ครอบครัว เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง และการสื่อสารทางสังคม ทฤษฎีดังกล่าวนี้คือผลผลิตของวัฒนธรรมตะวันตกและถูกสร้างขึ้นด้วยตรรกะวิทยาศาสตร์
เรื่องที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ วิทยาศาสตร์มอง “วัฒนธรรม” เป็นด้านมืดของเหตุผลหรือเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความเจริญ ทำให้การป้องกันเอดส์ละเลยที่จะทำความเข้าใจวัฒนธรรมที่บุคคลดำรงอยู่ เช่น มองว่า ความเชื่อ ประเพณี ไลฟสไตล์ หรือ รสนิยมส่วนบุคคลเป็นอุปสรรคต่อการสร้างสุขภาวะทางเพศ สิ่งเหล่านี้จึงถูกปฏิเสธและไม่นำมาเป็น “แกนกลาง” ในการทำความเข้าใจชีวิตของคนที่มีเอดส์เข้าไปเกี่ยวข้อง ลึกๆแล้ว วิทยาศาสตร์มองว่า “วัฒนธรรม” คืออุปสรรคที่จะทำให้การป้องกันเอดส์ล้มเหลว เนื่องจากวิทยาศาสตร์คิดว่าตนเองเป็นความรู้ที่ก้าวหน้า ในขณะที่วัฒนธรรมเป็นความรู้แบบงมงาย ตรรกะดังกล่าวนี้คือการแบ่งแยกสองสิ่งที่ต่างกัน หรือเป็นวิธีคิดที่เชื่อในคู่ตรงข้าม วิธีคิดนี้ฝังรากลึกอยู่ในการป้องกันเอดส์ตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ครอว์ฟอร์ด(1994) เคยชี้ให้เห็นว่าปัญหาการป้องกันเอดส์เป็นเรื่องของการช่วงชิงการนิยามความหมายเกี่ยวกับ “ตัวตน” ของมนุษย์ ซึ่งวิทยาศาสตร์พยายามครอบงำให้คนอื่นๆเชื่อในนิยามของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตัวตนของ “กลุ่มเสี่ยง” คนที่ติดเชื้อ คนที่ป่วยเป็นเอดส์ และคนที่เป็นแกนนำ นิยามเหล่านี้วางอยู่บนความคิดเรื่องโรคและสุขภาพซึ่งมีอิทธิพลต่อการทำงานเอดส์ทั้งระบบ
ในกรณีของเกย์ รสนิยมและรูปแบบของเซ็กส์จะถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการป้องกันเอดส์ ดังนั้น สิ่งที่เป็นอารมณ์ ความปรารถนาและความต้องการทางเพศของเกย์จะไม่ถูกนำมาใช้ในการป้องกันเอดส์ เช่น เซ็กส์หมู่ เซ็กส์โชว์ผ่านอินเตอร์เน็ต เซ็กส์ในสวนสาธารณะ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ จะถูกตัดสินว่าเป็นการกระทำที่ขัดขวางต่อการมีสุขภาวะทางเพศที่ดี ด้วยเหตุนี้การทำงานป้องกันเอดส์ในชุมชนเกย์จึงเชื่อแต่การให้ความรู้ การใช้ถุงยางอนามัย และการสนับสนุนให้เกย์ไปตรวจเลือด Carole S. Vance (2005) ตั้งข้อสังเกตว่าความรู้ทางการแพทย์ทำให้เพศวิถีของเกย์เป็นเรื่องชีววิทยา ซึ่งสนใจแต่ “ร่างกาย” มากกว่าอารมณ์ความรู้สึก และมองว่าการปฏิบัติกิจทางเพศเป็นเรื่องเดียวกับอัตลักษณ์ทางเพศ ทั้งๆที่สองสิ่งนี้มีความหมายต่างกัน ความเข้าใจเรื่องเพศของเกย์จึงไม่ใช่แค่การมองเห็นสรีระทางเพศอย่างเดียว แต่ต้องมองเห็นวิธีการสร้างความหมายทางเพศที่เกย์มีให้กับตัวเองและคนรอบข้าง วิธีคิดของภาครัฐที่มองว่าเกย์เป็น “กลุ่มเสี่ยง” และแยกพฤติกรรมทางเพศออกจากแบบแผนการดำเนินชีวิต วิธีคิดนี้มองว่าเซ็กส์ของเกย์ เป็นคนละเรื่องกับสังคมและวัฒนธรรมเกย์ จึงทำให้การป้องกันเอดส์พุ่งไปที่เรื่องการใช้ถุงยางอนามัย รวมทั้งมองว่า สื่อและธุรกิจเกย์เป็นด้านตรงข้ามกับกิจกรรมป้องกันเอดส์ เป็นการมองแบบแยกขั้ว และนำไปสู่การตีตราและมีอคติต่อวัฒนธรรมบริโภคที่เกย์ต้องพึ่งพา วิธีคิดนี้แฝงอยู่ในวาทกรรมเกี่ยวกับการส่ำส่อนทางเพศ ซึ่งเกย์ที่ชอบเที่ยวบาร์ ผับ และซาวน่าจะถูกมองว่าเป็น “กลุ่มเสี่ยง” ซึ่งทำให้เกย์นักเที่ยวทั้งหลายแยกตัวเองออกไปจากกิจกรรมป้องกันโรคเอดส์มากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นคู่ตรงข้ามที่องค์กรเกย์ต้องทำงานยากลำบากมากขึ้น
ดังนั้น วิธีการแยกเซ็กส์ออกจากเรื่อง Safe Sex จึงทำให้วาทกรรม “กลุ่มเสี่ยง” หรือ กลุ่มเปราะบาง มีพลังมากกว่ามิติทางวัฒนธรรม ที่เกย์ไทยจำเป็นต้องอาศัยเรื่องเซ็กส์ในการสร้างอัตลักษณ์ วิธีคิดแบบแยกส่วนนี้มาจากกระบวนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งองค์กรเกย์ทั้งหลายต่างถูกดึงเข้าไปผ่านโครงการด้านสุขภาพที่มีแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเป็นผู้คิดและปฏิบัติ วิธีคิดแบบ “กลุ่มเสี่ยง” ไม่ได้ช่วยให้การแพร่เชื้อเอชไอวี/เอดส์ลดน้อยลง และไม่ได้ทำให้เข้าใจเครือข่ายการมีเพศสัมพันธ์ที่ซับซ้อนที่คนกลุ่มต่างๆสามารถติดต่อสัมพันธ์กันได้ วิธีคิดเรื่องกลุ่มเสี่ยงยังมองบุคคลในฐานะปัจเจกที่ตัดขาดจากคนอื่นๆ หรือมองว่ากลุ่มเสี่ยงเป็นคนที่มีพฤติกรรมทางเพศแตกต่างจากคนอื่นๆ ซึ่งเป็นวิธีคิดที่หยาบเกินไปในการที่จะทำความเข้าใจแบบแผนชีวิตทางเพศในยุคที่เอดส์แพร่ระบาด และที่น่าเศร้าก็คือ วิธีคิดนี้ทำให้ “กลุ่มเสี่ยง” กลายเป็น “คนอื่น” ที่ไม่สามารถจะอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้ซึ่งมีนัยยะของการเป็นคนไม่ดี ( Airhihenbuwa and Obregon, 2000 and Mawar and Others, 2005) ดังนั้น “กลุ่มเสี่ยง” จึงบดบังความเข้าใจเกี่ยวกับชีวิตทางเพศของมนุษย์ที่ไม่สามารถแบ่งและจัดประเภทเป็นชนิดต่างๆได้อย่างง่ายๆ รวมทั้ง ยังบดบังวัฒนธรรมทางเพศที่เกย์เป็นผู้ขับเคลื่อนไม่ว่าจะเป็นการหาคู่ในพื้นที่สาธารณะหรือไซเบอร์สเปซ อาจกล่าวได้ว่าการป้องกันโรคเอดส์ที่มองข้ามวัฒนธรรมทางเพศของเกย์ คือการป้องกันที่เชื้อโรคมากกว่าที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกย์อย่างรอบด้าน
ความซับซ้อนของปัญหาวิทยาศาสตร์ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ปัญหายังแฝงอยู่ในความพยายามแบบใหม่ที่จะทำให้เจ้าหน้าที่แพทย์ พยาบาล และพนักงานสาธารณสุขที่ต้องทำงานติดต่อกับกลุ่มเกย์มีทักษะและความเข้าใจเกย์มากขึ้น ถึงแม้ว่าจะเป็นเจตนาที่ดีแต่ยังเป็นการมองในแบบสูตรสำเร็จอยู่เหมือนเดิม กล่าวคือ ในช่วงที่ผ่านมาคนทำงานเอดส์มักจะถูกตำหนิว่าไม่เคารพและไม่เข้าใจคนที่เป็นเกย์ เมื่อเกย์เข้าไปติดต่อเพื่อที่จะรับบริการด้านสุขภาพ มักจะได้รับการตอบสนองในเชิงลบ ด้วยเหตุนี้ จึงมีความพยายามที่จะทำให้แพทย์ พยาบาลปรับท่าทีและทัศนคติที่มีต่อเกย์ โดยส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่มีความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจและแสดงความเป็นมิตรกับกลุ่มเกย์ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดคลีนิคเฉพาะทางที่เกย์สามารถเข้าไปใช้บริการได้อย่างสบายใจ อย่างไรก็ตาม การเป็นมิตรกับเกย์ไม่ได้หมายความว่าจะตระหนักถึงชีวิตทางเพศของเกย์จากมุมมองของคนเป็นเกย์เอง เพราะเจ้าหน้าที่จะถูกสอนให้รู้แต่ว่าอะไรควรทำและไม่ควรทำเมื่ออยู่กับเกย์ เมื่อความเป็นมิตรกลายเป็นเรื่องของการทำอะไรได้แค่ไหน ความเป็นมิตรจึงไม่ใช่ความเข้าใจวิถีชีวิตของเกย์
ในประเด็นนี้ เบ็นสัน(2006) เคยอธิบายไว้ว่า “ทักษะทางวัฒนธรรม” ที่แพทย์ พยาบาลนำมาใช้กับผู้รับบริการที่มาจากวัฒนธรรมที่ต่างกัน พวกเขาจะทำได้แค่เรื่องที่มีบอกไว้ในคู่มือว่าควรทำ และไม่ควรทำอะไรเท่านั้น แพทย์ พยาบาลจะไม่เข้าใจว่าอะไรคือวัฒนธรรมของคนที่เขาให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นคนผิวสี กลุ่มชาติพันธุ์ แรงงานต่างด้าว หรือกลุ่มเกย์เลสเบี้ยน หรือแม้แต่ คนกลุ่มเดียวกันก็อาจมีประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกัน จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้คู่มือแบบเดียวกันกับคนทุกคน ดังนั้น ทักษะวัฒนธรรมภายใต้สูตรสำเร็จจึงไม่ได้ช่วยให้เจ้าหน้าที่เกิดความตระหนักถึงวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลาย แต่ทำให้เห็นเฉพาะข้อห้ามและกฎเกณฑ์ที่เขาควรจะทำตามเท่านั้น เช่น เริ่มจากการซักประวัติ การให้คำแนะนำข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจรักษาและ การนัดหมายเวลา วิธีการนี้เชื่อว่าจะช่วยให้เข้าใจคนไข้หรือผู้มารับบริการมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่มักจะพูดคุยแต่เรื่องโรคภัยไข้เจ็บมากกว่าแบแผนชีวิตของคนๆนั้น หรือกล่าวได้ว่า เจ้าหน้าที่พยายามทำให้ความรู้ของตัวเองอยู่เหนือประสบการณ์ของคนที่มารับบริการ เมื่อเกย์เข้าไปรับบริการ จึงถูกทำให้กลายเป็นเพียงผู้ที่ต้องฟังคำแนะนำของแพทย์และพยาบาลเท่านั้น
เสียบสด แตกใน ! มีอะไรที่ต้องเรียนรู้
เมื่อคนทำงานเอดส์ได้ยินได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับเซ็กส์ของเกย์ที่แปลกและล่อแหลมต่อศีลธรรม เช่น เซ็กส์หมู่ เซ็กส์ในที่สาธารณะ เซ็กส์แบบไม่ใช่ถุงยางอนามัย หรือ “เสียบสด” และหลั่งน้ำอสุจิในช่องทวารหนัก (แตกใน) หรือบางคนก็ชอบกินทำออรัลเซ็กส์ให้น้ำอสุจิหลั่งในปาก การปฏิบัติเหล่านี้อาจทำให้คนทำงานเอดส์มองว่าเกย์เป็นคนที่มีความ “เสี่ยง” ต่อการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ แต่นั่นเป็นมุมมองของคนนอกและเป็นวิธีคิดกระแสหลักที่ครอบงำโดยวาทกรรม “เซฟเซ็กส์” หากปราศจากเชื้อเอชไอวี/เอดส์ การมีเซ็กส์ของมนุษย์ก็ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึง “ความปลอดภัย” เพราะการมีเซ็กส์และการสัมผัสกับน้ำอสุจิถูกทำให้กลายเป็นเรื่อง “อันตราย” เมื่อความรู้วิทยาศาสตร์เข้ามาอธิบาย และส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมการมีเซ็กส์ของมนุษย์
เกย์ที่ชอบสนุกสนานกับการมีเซ็กส์ สามารถแสวงหาคู่ขาและกิจกรรมเกี่ยวกับเซ็กส์ได้หลายแบบ ทั้งพื้นที่สาธารณะ บาร์ ผับ ซาวน่า ดิสโก้เธค สปา และอินเตอร์เน็ต กิจกรรมเซ็กส์ที่สร้างความตื่นเต้นเร้าใจได้มาก เช่น เอ้าท์ดอร์ เซ็กส์หมู่ ปาร์ตี้ยาไอซ์ และเซ็กส์แบบเสียบสด กิจกรรมเหล่านี้ยังไม่ค่อยมีการศึกษามากนัก เพราะเป็นเรื่องอ่อนไหวและเข้าถึงยาก ข้อมูลที่ได้ส่วนใหญ่มาจากคำบอกเล่าจากผู้ที่เคยมีประสบการณ์แบบนี้ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่คนทำงานเอดส์จำเป็นต้องรับฟังประสบการณ์ของเกย์ที่ชอบเซ็กส์แบบตื่นเต้น สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับเซ็กส์แบบ “เสียบสดแตกใน” คือประสบการณ์ของการปลดปล่อยอารมณ์ ซึ่งจะไม่มีเรื่องของเหตุผลเข้ามาเกี่ยวข้อง ประสบการณ์นี้ทำให้บุคคลรู้ว่าตนเองมีความสามารถที่จะแสดงอารมณ์ทางเพศได้มากแค่ไหน เพราะช่วงเวลาของการมีเซ็กส์และการถึงจุดสุดยอดเป็นช่วงเวลาเฉพาะ บุคคลจะทำทุกสิ่งทุกอย่างที่แสดงถึงความใคร่และใช้เรือนร่างเพื่อตอบสนองความรู้สึกทางเพศ เรื่องทางวัตถุและอารมณ์จะมาบรรจบกันภายใต้การมีเซ็กส์
การชอบเซ็กส์ของเกย์ไม่ได้อยู่ที่ความต้องการที่จะหลั่งน้ำอสุจิ หากแต่อยู่ที่เสน่ห์ของการได้เกี้ยวพาราสี การหาคู่ การเชิญชวน การยั่วยวน เล้าโลม ลูบไล้ สัมผัส จูบ กอด และคลอเคลีย รวมถึงการได้ทำออรัลเซ็กส์ สิ่งเหล่านี้จะเพิ่มความสนุกตื่นเต้นเมื่อมีการทำกันเป็นกลุ่ม และใช้ยากล่อมประสาทประเภทยาไอซ์ และป๊อปเปอร์ ยาประเภทนี้จะช่วยสร้างอารมณ์และจินตนาการเกี่ยวกับเซ็กส์ ในปี 2003 มีการสำรวจพบว่าเกย์อเมริกันหนึ่งในสามจะใช้ยาอาทิตย์ละครั้ง การใช้ยาของเกย์เป็นส่วนหนึ่งของการเข้าสังคม ซึ่งจะมีเกย์หลายคนมารวมตัวเพื่อจัดปาร์ตี้ เต้นรำ และมีเซ็กส์ ช่วงเวลานี้อาจยาวนานข้ามคืนซึ่งทำให้เกย์แต่ละคนมีอาการ “แฮงค์” หรือเมาค้าง สภาพเช่นนี้อาจทำให้เกย์บางคนรู้สึกผ่อนคลายจากชีวิตที่เคร่งเครียดที่พบเจอจากครอบครัว การเรียนและการทำงาน บางคนใช้เป็นช่องทางเพื่อที่จะทำให้ตนเองรู้สึกมีค่าเพราะได้รับความรักและความเอาใจใส่จากเพื่อนที่อยู่ในปาร์ตี้เซ็กส์ บางคนอาจใช้เป็นช่องทางการปลดปล่อยตัวตนเกย์ ซึ่งเขาอาจทำไม่ได้เมื่ออยู่ในโลกปกติ ประสบการณ์เหล่านี้ไม่อาจเข้าใจได้จากความรู้วิทยาศาสตร์
การศึกษาเรื่องการติดเซ็กส์ของเกย์ ไวส์(2005) อธิบายว่าเกย์ที่ชอบเซ็กส์จะมีจินตนาการเกี่ยวกับเซ็กส์ พวกเขาจะต้องมีช่วงเวลาพิเศษเพื่อที่จะสร้างจินตนาการนี้ เช่น เข้าไปเล่นอินเตอร์เน็ต ห้องน้ำสาธารณะ ซาวน่า ผับ หรือฟิตเนสเซ็นเตอร์ ช่วงเวลานี้ทำให้เขามีความสุขกับการได้ตามหาคู่ขาหรือคนแปลกหน้าที่จะเข้ามามีเซ็กส์กับเขา อาจกล่าวได้ว่าการได้แสวงหาเซ็กส์คือช่วงเวลาของความสุข สิ่งนี้เป็นกระบวนการที่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด กล่าวคือ การแสวงหาเซ็กส์เนิ่มจากอารมณ์ความปรารถนาทางเพศอย่างแรงกล้า ซึ่งเหนี่ยวนำให้บุคคลออกไปหาเซ็กส์ด้วยวิธีการต่างๆ จากนั้น เขาก็จะเข้าไปสัมผัสกับพื้นที่และบุคคลซึ่งอาจใช้เวลายาวนาน จนกระทั่งทำปฏิบัติกิจกรรมทางเพศ เมื่อความปรารถนาได้รับการปลดปล่อย เขาก็จะกลับไปสู้ช่วงเวลาปกติ สิ่งที่น่าเรียนรู้ก็คือ ในขณะที่เขามีอารมณ์ทางเพศ เขาจะมีจินตนาการเกี่ยวกับเซ็กส์ ซึ่งอาจเป็น การมีเซ็กส์หมู่ การใช้ยา ปาร์ตี้เซ็กส์ ฯลฯ หากเรียนรู้จินตนาการเหล่านี้ก็อาจทำให้เข้าใจว่าเกย์ให้ความสนใจเซ็กส์แบบไหน จินตนาการเกี่ยวกับเซ็กส์จะเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้เกย์แต่ละคนแสวงหาวิธีการตอบสนองอารมณ์ทางเพศไม่เหมือนกัน นอกจากนั้น จิตนาการเซ็กส์ยังเกี่ยวข้องกับสภาวะที่บุคคลจะแสดงออกถึงการควบคุมตนเองและคนอื่นๆ เมื่อเกิดจินตนาการ บุคคลจะเริ่มบังคับตัวเองให้ทำอะไรบางอย่างหรือไม่ทำอะไรบางอย่าง ถ้าจินตนาการเซ็กส์เป็นเรื่องของการเสียบสดแตกใน เขาก็จะทำให้ตนเองได้พบกับเซ็กส์ที่ปราศจากถุงยางอนามัย และการหลั่งในช่องทวารหนัก อาจกล่าวได้ว่า การเรียนรู้จินตนาการเซ็กส์ของเกย์มีผลต่อการทำความเข้าใจพฤติกรรมทางเพศของเกย์คนนั้น
ในการศึกษาของเชอร์นอฟฟ์(2006) ชี้ให้เห็นว่าการมีเซ็กส์แบบเสียบสดแตกในสัมพันธ์กับการแสวงหาคุณค่าในตัวเองของเกย์ กล่าวคือ เกย์ที่มีความมั่นคงในชีวิตคู่และได้รับการยอมรับจากสังคมค่อนข้างจะควบคุมตัวเองในเรื่องเซ็กส์ เกย์ที่ได้รับการสนับสนุนจากคนในครอบครัวจะมีความรู้สึกปลอดภัยในการแสดงอัตลักษณ์ทางเพศ ซึ่งส่งผลให้เขาใช้ชีวิตทางเพศอย่างระมัดระวัง ในขณะที่เกย์บางคนไม่ได้รับการยอมรับจากครอบครัว รู้สึกโดดเดี่ยว ขาดเพื่อนหรือต้องปกปิดอัตลักษณ์ทางเพศเลือกที่จะสร้างความมั่นคงให้กับตนเองโดยใช้เซ็กส์หมู่ เชอร์นอฟฟ์เชื่อว่าการทำให้เกย์คนหนึ่งมีความมั่นใจที่จะอยู่กับชุมชนเป็นสิ่งสำคัญ การปิดกั้นไม่ให้เกย์แสดงความต้องการทางเพศจึงไม่ได้ช่วยอะไร เมื่อเซ็กส์เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้เกย์บางคนรู้สึกมีกลุ่มของตัวเอง ดังนั้นเซ็กส์หมู่อาจเป็นกิจกรรมที่สร้างความมั่นใจในตัวเองให้กับเกย์บางคน การทำความเข้าใจความแตกต่างเกี่ยวกับสำนึกในคุณค่าในตัวเองของเกย์ เป็นเรื่องที่ควรคำนึงถึงเมื่อพิจารณาว่าเกย์แต่ละคนเลือกที่จะมีเซ็กส์แบบไหน
การณรงค์ให้เกย์ป้องกันตัวจากเอดส์โดยสวมถุงยางอนามัย เป็นการสื่อสารที่ค่อยๆหมดพลังลงไปเรื่อยๆ ในสังคมตะวันตก สิ่งนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1980 เพราะการณรงค์เป็นสิ่งที่ห่างไปจากชีวิตทางเพศของเกย์มากขึ้น ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา การโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับการป้องกันเอดส์จึงเป็นสิ่งที่เกย์มองข้ามไป เช่นเดียวกับการโฆษณาให้คนเลิกสูบบุหรี่ซึ่งไม่ได้มีผลทำให้คนเลิกสูบบุหรี่ การที่เกย์ตัดสินใจที่จะมีเซ็กส์แบบเสียบสดมาพร้อมกับความรู้สึกหลายอย่าง ทั้งความพอใจที่อยากจะปลดปล่อยความต้องการทางเพศ ความกังวลใจเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ความเป็นห่วงในอารมณ์ของคู่ขาที่กำลังมีเซ็กส์ รวมทั้งความต้องการที่จะต่อรองกับคู่ขาเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ได้แยกขาดจากกัน จึงเป็นเรื่องที่ซับซ้อนต่อการตัดสินใจเกย์ที่ชอบเซ็กส์แบบเสียบสดจะเป็นคนที่ไร้เหตุผล การมีเซ็กส์ในแต่ละครั้งจึงเป็นเรื่องของการเรียนรู้ที่จะจัดการกับความรู้สึกหลายๆแบบ ทั้งเรื่องเซ็กส์ ร่างกาย สุขภาพ สังคม ชีวิต อัตลักษณ์ และความสัมพันธ์
เซ็กส์แบบเสียบสดแตกใน อาจจะเป็นประสบการณ์ที่สร้างความพึงพอใจทางเพศได้มากที่สุด เช่นในหนังโป๊ที่นักแสดงมีเซ็กส์แบบไม่ใส่ถุงยางอนามัย และมีการหลั่งน้ำอสุจิในทวารหนักหรือในปาก ฉากร่วมรักดังกล่าวนี้สร้างความพึงพอใจและเติมเต็มอารมณ์ทางเพศได้มากกว่าฉากที่นักแสดงใส่ถุงยางอนามัย ตัวอย่างนี้ชี้ให้เห็นว่าการเสียบสดแตกในเป็นเรื่องของการสร้างความสุขทางเพศ เพราะการเสียบสดทำให้ได้สัมผัสกับสรีระได้มากกว่า และกระตุ้นอารมณ์ทางเพศได้ดีกว่า ความสุขดังกล่าวนี้อาจเป็นตัวเลือกที่มีนัยยะสำคัญต่อการแสดงความรักหรือการแสดงความใกล้ชิดระหว่างเกย์สองคน หรือเป็นการแสดงความเป็นเจ้าของที่เกย์ฝ่ายรุกมีต่อเกย์ฝ่ายรับ การมีเซ็กส์แบบเสียบสดแตกในเป็นการยืนยันความสุขทางเพศของคนสองคนที่ต้องการจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์เซ็กส์ โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนน้ำอสุจิและการใช้องคชาตสัมผัสกล้ามเนื้อของทวารหนัก การกระทำดังกล่าวมิใช่เป็นเพียงการร่วมรัก แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความสุขขั้นสุดยอด เป็นสัญลักษณ์ของการแสดงความเป็นชาย และอิสรภาพ (Shernoff, 2006, p.90) อย่างไรก็ตาม ความหมายของเซ็กส์แบบเสียบสดแตกในไม่ได้ดำรงอยู่แบบลอยๆ แต่ยังขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมก่อนที่เซ็กส์แบบนี้จะปรากฎขึ้น การทำความเข้าใจสิ่งนี้จึงไม่ใช่การมองแค่การกระทำขณะที่คนสองคนมีเซ็กส์ แต่ต้องมองไปที่สถานการณ์ จินตนาการ และอารมณ์ทางเพศที่นำไปสู่การมีเซ็กส์แบบเสียบสดแตกใน หากเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ก็อาจมองเห็นช่องทางที่จะสื่อสารเรื่องเรื่องเซ็กส์กับเกย์ เพื่อให้เกย์มองเห็นคุณค่าในตัวเองพร้อมๆกับการเห็นคุณค่าของคนอื่นที่ร่วมอยู่ในเซ็กส์แบบเสียบสด
การมีเซ็กส์แบบเสียบสดเป็นกระบวนการทางสังคมที่เกย์แต่ละคนจำเป็นต้องเรียนรู้ถึงจินตนาการทางเพศของตัวเอง ในสังคมไทย ยังไม่มีการทำวิจัยในเรื่องนี้ องค์ความรู้ส่วนใหญ่จะได้มาจากสังคมตะวันตกซึ่งแบบแผนการมีเซ็กส์แบบเสียบสด หรือ Barebacking มีลักษณะเฉพาะและมักจะเกี่ยวข้องกับเซ็กหมู่และปาร์ตี้ยา บริบทของปาร์ตี้เซ็กส์ หรือการมีเซ็กส์หมู่ยังมีความหมายในเชิงสังคมและการสร้างกลุ่ม หากคนทำงานเอดส์ทำความเข้าใจว่ามีเกย์บางคนที่ไม่เคยได้รับการยอมรับ หรือไม่เคยรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าหรือเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น ก็อาจจะทำให้เห็นว่าการจัดปาร์ตี้ของเกย์ไม่ใช่แค่เรื่องเซ็กส์เพียงอย่างเดียว การมีเพื่อน การเห็นคุณค่าของเพื่อน การได้รับการยอมรับ การได้รับความสนใจจากเพื่อนที่ร่วมปาร์ตี้อาจจะสำคัญมากกว่าการมีเซ็กส์แบบเสียบสดและแตกใน ความใคร่และกามารมณ์จึงเป็นเพียงสภาพแวดล้อมที่ช่วยสร้างความสนุกสนานให้กับการมีเพื่อนและมีสังคมของเกย์ เช่นเดียวกับกรณีอื่นๆที่เกย์จะมีเซ็กส์กับคนแปลกหน้าในอินเตอร์เน็ต ซาวน่า สวนสาธารณะ หรือโรงภาพยนตร์ เกย์ที่แสวงหาความสุขทางเพศในพื้นที่ต่างๆเหล่านี้อาจใช้กามารมณ์เป็นเครื่องมือที่จะทำให้ตนเองมีความหมายบางอย่าง หรือทำให้ตนเองมี “ตัวตน” ในสายตาของคนอื่น เพียงแต่ว่าเขาเลือกที่จะใช้เซ็กส์เป็นช่องทางนำไปสู่ความสัมพันธ์ทางสังคม
หากการป้องกันเอดส์เห็นศักยภาพของเกย์ที่ต้องการสร้างตัวตนและปรารถนาที่จะทำให้ตนเองมีคุณค่า วิธีการสื่อสารเรื่องเอดส์จำเป็นต้องเปลี่ยนไป โดยจะต้องคิดใหม่ว่าเซ็กส์ของเกย์เป็นเรื่องทางสังคม ไม่ใช่พฤติกรรมเสี่ยงหรือสิ่งที่เสื่อมเสีย วิธีการที่จะทำให้เซ็กส์ของเกย์กลายเป็นเครื่องมือในการสร้างสังคมนั้นสามารถทำได้หลายแบบ เช่น การทำให้เซ็กส์หมู่เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียนเรื่องการยอมรับเพื่อน คนทำงานเอดส์จะต้องนำประสบการณ์ของเพื่อนที่ร่วมอยู่ในการมีเซ็กส์หมู่มาถ่ายทอดในกลุ่ม และชี้ให้เห็นว่ากามารมณ์และความใคร่ที่ปรากฎอยู่ในเซ็กส์หมู่อาจจะบดบังหรือสนับสนุนการยอมรับเพื่อนได้อย่างไร เรื่องราวเหล่านี้จะต้องนำมาเป็นแกนกลางในการวิเคราะห์ชีวิตทางเพศของเกย์
บทส่งท้าย
บทความเรื่องนี้ต้องการจะชี้ให้เห็นว่า วิธีคิดในการทำงานเอดส์ในชุมชนเกย์ไทยกลายเป็นความคิดที่ถูก “แช่แข็ง” อยู่กับตรรกะและการแสวงหาความจริงแบบวัตถุวิสัย ซึ่งเป็นผลผลิตของการใช้แว่นตาแบบวิทยาศาสตร์มามองปรากฎการณ์ทางเพศ สิ่งที่ตามมาก็คือทำให้มองเห็น “เซ็กส์” ของเกย์เป็นแค่การสอดใส่องคชาตและการหลั่งน้ำอสุจิเพียงอย่างเดียว และยังละทิ้งมิติวัฒนธรรมของการใช้ชีวิตทางเพศที่ซับซ้อนของเกย์ ลดทอนชีวิตเกย์ให้เหลือเพียง “กิจกรรมทางเพศ” (Sex Activity) การลอดทอนนี้จะมาพร้อมกับวาทกรรม “ถุงยางอนามัย” และ “เซฟเซ็กส์” ในปัจจุบันนี้ โครงการเอดส์ในชุมชนเกย์จึงเต็มไปด้วยถุงยางที่อาสาสมัครจะนำไปแจกให้เกย์ในสถานประกอบการต่างๆ มากกว่าที่จะเป็นเรื่องของการทำความเข้าใจชีวิตทางเพศและเซ็กส์ของเกย์ที่เปลี่ยนแปลงไป คนทำงานเอดส์ควรทำความเข้าใจว่าเซ็กส์ที่เกย์ประสบพบเจออยู่นั้นทำให้เกย์แต่ละคนรู้จักตัวตนทางเพศและรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองอย่างไรบ้าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้มิใช่อุปสรรคต่อการป้องกันเอดส์ หากแต่เป็นตัวเสริมที่จะช่วยให้การป้องกันเอดส์มีผลที่ดีมากขึ้น(Airhihenbuwa and Obregon, 2000)
สิ่งที่ต้องเติมเต็มให้กับการทำงานเอดส์ในชุมชนเกย์ไทยในปัจจุบันคือ การทำความเข้าใจประสบการณ์ชีวิตทางเพศที่เกย์แต่ละคนใช้เพื่อสร้างอัตลักษณ์ สร้างสังคม และแสวงหาคุณค่าในตัวเอง สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก่อต่อเมื่อมีการเปลี่ยนวิธีคิดในการทำงาน นอกจากนั้น จะต้องมีการทำวิจัยเชิงสังคมวัฒนธรรมเพื่อศึกษาบริบทที่แวดล้อมชีวิตเกย์ในสถานการณ์โรคเอดส์ มิใช่เพียงแต่วิจัยยารักษาโรค หรือวัคซีนป้องกันเอดส์เท่านั้น ความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจทางวัฒนธรรมด้วยเพื่อที่จะมองเห็นเกย์เป็นมนุษย์คนหนึ่งมากกว่าเป็นวัตถุทดลองในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์
บรรณานุกรม
นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ. (2554). “ไม่มั่วแต่ทั่วถึง เซ็กแฟนตาซีของเกย์ไทยยุค 2000” ใน วารสารเพศวิถีศึกษา ปีที่ 1, หน้า 44-68.
อนันต์ นาวิไล. (2537). กระบวนการการกลายมาเป็นผู้ชายขายตัว ศึกษาเฉพาะกรณีผู้ชายขายตัว
ให้เกย์ในเขตกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศิลปากร, คณะโบราณคดี, สาขามานุษยวิทยา.
Airhihenbuwa, Collins O., and Obregon, Rafael. (2000). A Critical Assessment of
Theories/Models Used in Health Communication for HIV/AIDS. In Journal of Health
Communication, Vol. 5 pp.5-15.
Benson, P. and Kleiman A. (2006). Anthropology in the Clinic: The problem of Cultural Competency and How to Fix It. PloS Med 3(10).
Crawford, R.(1994). The Boundaries of the Self and the Unhealthy Other: Reflection on Health, Culture, and AIDS. Soc,Sci,Med., 38(10), pp.1347-1365.
Freimuth, V.S. (1992). Theoretical Foundations of AIDS Media Campaigns. In T. Edgar, M.A.
Fitzpatrick, & V.S. Freimuth (eds.) AIDS: A Communication Perspective. Hillside, NJ.
Erlbaum. pp.91-110.
Kleinman, A. and Benson, P. (2006). Anthropology in the Clinic: The Problem of Cultural
Competency and How to Fix It. In Plos Med 3(10), October 24, 2006.
Mawar, Nita and Others. (2005). The Third Phase of HIV Pandemic: Social Consequences of
HIV/AIDS Stigma & Discrimination & Future Needs. In Indian J. Med Res. 122,
December. pp. 471-484.
Parker, Richard. (2002). The Global HIV/AIDS Pandemic, Structural Inequalities and the Politics
of International Health. In American Journal of Public Health, Vol. 92, No.3, pp.343-347.
Shernoff, Michael.(2006). Without Condoms: Unprotected Sex, Gay Men & Barebacking. New York,
Routledge.
Vance, Carole S.(2005). “Anthropology Rediscovers Sexuality: A Theoretical Comment” in Robertson, Jennifer (ed.). Same-Sex Cultures and Sexualities. Malden, MA., Blackwell Publishing.
Weiss, Robert. (2005). Cruise Control: Understanding Sex Addiction in Gay Men. Los Angeles, Alyson Books.
Wednesday, April 25, 2555 BE
ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ
นักวิชาการ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร